สุวรรณภูมิ ขาเข้า จาก ตปท


คืนวันจันทร์ที่ ๒๑ มกรา นี้ เครื่อง ๗๔๗ จาก ญป ลงเกือบ ๕ ทุ่มครึ่ง ตอนหลังดูท่าทางตาราง ก็มีลงใกล้เคียง ไม่กี่เครื่อง
แต่ปรากฏว่า เข้าจอดงวงช้างไม่ได้ เห็นมีรถก่อสร้างจอดอยู่หลายคัน ก็ต้องใช้บันไดลงจากเครื่อง แล้วขึ้นรถเมล์ลาก ๒ ช่วงมาที่ตัวอาคาร
แล้วก็ขึ้นบันไดเลื่อนชึ้นไปอีก แล้วก็เดินตลอด เพราะไม่มีบันไดเลื่อนอีกแล้ว ดังนั้นใครชอบช้อปปิ้ง หรือ เดินเหินไม่คล่อง ก็ควรระวัง
ถึง ตม ไทย ก็เลือกไปทางขวามือของคนไทย ไปตรงที่ตรวจหนังสือเดินทางอัตโมมัติ ดูเหมือนเขาเขียนภาษา อก ว่า Automatic Channel
มี จนท สตรี ๒ คน คอยช่วยเหลือ ถ้าไม่มีคนช่วย ก็ยุ่งเหมือนกัน เพราะมีทั้ง เอาหนังสือเดินทางไปวางสะแกน แล้วเดินไปให้ถ่ายรูป แถมมีของใหม่ คือ พิมพ์ลายนิ้วมือนิ้วชี้ ข้างไหน ก็ได้ ซึ่งแต่ก่อน เวลาผ่าน จนท ตม จริง ไม่ต้องทำกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังต้องทำกันด้วยหรือเปล่า
ถ้าทำ ก็ไม่รู้ว่าต้องทำกันไปทำไมให้เสียเวลาขึ้นมาอีก เพราะตอนทำหนังสือเดินทาง ก็ทำกันไว้แล้วนี่นา จะอ้างว่า เพีิอเพิ่มการรักษาความปลอดภัย ก็ไม่ค่อยมีเหตุผลนัก เพราะคงไม่มี จนท มานั่งอ่านลายน้ิวมือ ๒๔ ชม
สรุปแล้ว ขนาดเดินเห็นคล่องๆ เป็นเพราะไม่ได้จอดที่งวงช้าง ขนาดเที่ยวบินมีคนไทยน้อย ต้องใช้เวลา ราว ๑ ชม เต็ม กว่าจะได้ออกมา
ความคิดเห็นที่ 1
ตอบกลับความเห็นที่ 1
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 2
เพิ่งเข้าวันที่๑๗เครื่อง๗๔๗ยูในเต็ดเข้าตอนห้าทุ่ม
ก็เหมือนกันไม่มีงวงช้างให้เดินต้องลงกระไดชันๆมาขึ้นรถเมล์ต่อมายังอาคาร
เดินไกลพอสมควรป้ายบอกตมก็สับสนไปหมด
กว่าจะผ่านตมมาได้ กระเป๋ามารออยู่ตั้งนานแล้ว
เดินไปซื้อซิมใหม่ที่เซเว่น
เขาบอกว่าเบอร์เก่ายังใช้ได้อยู่ แค่เติมเงินก็ใช้ได้เลย
ตอบกลับความเห็นที่ 2
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 3
แถมมีของใหม่ คือ พิมพ์ลายนิ้วมือนิ้วชี้ ข้างไหน ก็ได้ ซึ่งแต่ก่อน เวลาผ่าน จนท ตม จริง ไม่ต้องทำกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังต้องทำกันด้วยหรือเปล่า
ถ้าทำ ก็ไม่รู้ว่าต้องทำกันไปทำไมให้เสียเวลาขึ้นมาอีก เพราะตอนทำหนังสือเดินทาง ก็ทำกันไว้แล้วนี่นา จะอ้างว่า เพีิอเพิ่มการรักษาความปลอดภัย ก็ไม่ค่อยมีเหตุผลนัก เพราะคงไม่มี จนท มานั่งอ่านลายน้ิวมือ ๒๔ ชม

----------------------------------
การสแกนลายนิ้วมือคือการพิสูจน์ตัวตนไงครับ เพราะตามทฤษฎีแล้วทุกคนมีลายนิ้วมือไม่เหมือนกัน
จากสมัยก่อนใช้มองหน้าตัวจริงกับในรูปในการพิสูจน์ตัวตน ซึ่งอาจจะมีข้อผิดพลาดได้ หรือบางคนตัวตนจริงในปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะ เช่น ตัดผมใหม่ อ้วนขึ้น ผอมลง ทำศัลยกรรมมา  แต่ถ้าเป็นลายนิ้วมือมันก็ไม่พลาดอยู่แล้ว
ตอบกลับความเห็นที่ 3
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 4
สรุปคือกลับไทยมาหลังจากไปอยู่ตปท มานาน บ่นงึมงัมเพราะไม่ได้ขึ้นงวงขึ้นบัสเกท
บ่นอีกรอบที่ใช้ autogate แต่ไม่เคยศึกษาว่าระบบเขาเป็นยังไงก็บ่นไปเรื่อย
ญี่ปุ่น อมเริกา ก็มี autogate เคยลองใช้ไหม? มันก็เหมือนกันแหละทั้งถ่ายรูป แสกนลายนิ้วมือ เพราะมันไม่ได้ใช้คนจริงๆ ตรวจ
ญี่ปุ่น อเมริกา มาเลย์ เดียวนี้เค้าแสกนลายนิ้วมือกันหมด ไทยยังแค่เริ่ม ถ้าอยากได้แบบเดิมๆก็เดินเข้าช่อง ตม. ปกติไปสิ

"แถมมีของใหม่ คือ พิมพ์ลายนิ้วมือนิ้วชี้ ข้างไหน ก็ได้ ซึ่งแต่ก่อน เวลาผ่าน จนท ตม จริง ไม่ต้องทำกัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังต้องทำกันด้วยหรือเปล่า
ถ้าทำ ก็ไม่รู้ว่าต้องทำกันไปทำไมให้เสียเวลาขึ้นมาอีก เพราะตอนทำหนังสือเดินทาง ก็ทำกันไว้แล้วนี่นา จะอ้างว่า เพีิอเพิ่มการรักษาความปลอดภัย ก็ไม่ค่อยมีเหตุผลนัก เพราะคงไม่มี จนท มานั่งอ่านลายน้ิวมือ ๒๔ ชม"
ยิ่งอ่านข้อความนี้ก็ยิ่งเพลียนะ
ตอบกลับความเห็นที่ 4
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 5
ถ้าเป็น busgate จะวิ่งวนในสนามบินไปหน่อยในความรู้สึกเราแต่เค้าจะมาส่งใกล้ ตม.มากเดินนิดเดียวถ้าเทียบกับเทียบงวงเดินไกลมาก
ใช้ autogate สำหรับเราสะดวกและเร็วมาก คิวไม่ยาวด้วยอย่างมากก็ 2 คนก่อนหน้าเราต้องไปรอกระเป๋าประจำ
ตอบกลับความเห็นที่ 5
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 5-1
ใช่เลย ผมเองชอบมาก ถ้าเค้าให้ขึ้นรถบัส เพราะไม่ต้องเดินไกล เค้ามาส่งใกล้ๆกับ ตม. เลย ถ้าจอดตามเกทที่มี jet bridge ปรกติแล้วจะเดินไกลมาก ที่ขอบ่นอย่างนึงก็คือ คนที่ยืนบน moving walkway เนี่ย น่าจะยืนชิดข้างไหนข้างนึง ไม่ใช่ยืนตรงกลาง แล้วก็พวกที่เดินช้ามากๆ เช่น เดินไปกดโทรศัพท์ไป โดยที่ไม่ได้แคร์เลยว่าคนเดินตามมาข้างหลังเค้าเดินเร็วกว่า (เร็วปรกติของคนที่เดิน โดยไม่ได้ทำอย่างอื่น) บางทีต้องเดินไกลมาก ต้องใช้ moving walkway หลายตอน เราเองก็อยากเดินเร็วๆ เพราะมีคนมารับ เค้ารออยู่ แล้วต้องมาติดอยู่หลังคนพวกนี้

ส่วนการจะต้องสแกนนิ้วมือ หรือว่า ถ่ายรูป ก็ไม่เห็นว่าจะเสียเวลาอะไรมากมายนะ คือเค้ามี procedure ยังไง เราก็ทำไปตามนั้น ไม่ได้ไปตั้งข้อสงสัยว่าทำมั้ยต้องทำแบบนี้ ทำมั้ยไม่ทำแบบนั้น ผมเองกลับเมืองไทยปีละหกเจ็ดครั้ง ก็เลยชินมั้ง
ความคิดเห็นที่ 6
เพิ่งกลับมาเมื่อคืนวันเสาร์ ก็ปกติทุกอย่างนะคะ ทั้งๆที่เค้ากำลังประท้วงกันอยู่ ^^
ตอบกลับความเห็นที่ 6
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 7
คคห ๓ และ ๔ เราก็ว่าตรวจลายนิ้วมีอดีจริง แต่ก็ทำไมต้องถ่ายรูปด้วยล่ะ ข้อสำคัญเป็นคนไทยใช้หนังสือเดินทางไทย ก็ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๒ อย่าง
แล้วที่เอาเมกามาอ้าง ก็ขอยืนยันได้ว่า ถ้าเป็นมะกันคนของเขา เขาสะแกนหนังสือเดินทางแค่นั้น ไม่มีการถ่ายรูป ไม่มีสะแกนนิ้วมือ หรือประทับตราอะไรทั้งสิ้นหรอก
คุณaircraftdesignerสงสัย คงจะมาเครื่อง 747-400 เดียวกัน คนเกือบเต็มสุดๆ อาทิตย์ที่แล้วดีใจจะได้นั่ง 787 Dreamliners แต่ก็โดน Ground เรียบร้อย Battery เลยได้นั่ง 777-200 ซีงใหม่และสะดวกกว่า 747-400 นะ
ตอบกลับความเห็นที่ 7
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 7-1
ทำไมต้องถ่ายรูป มันเป็นเหตุผลทางราชการเกี่ยวกับความปลอดภัยครับ
(ใช่ว่าคนไทยจะไม่ทำผิดกฎหมายนะครับ)

ตม ไม่ใช่ตราประทับอย่างเดียว แต่เค้าเป็นตำรวจเค้าจึงต้องทำอะไรมากกว่าที่คิดครับ
ความคิดเห็นที่ 8
คคห ๓ และ ๔ เราก็ว่าตรวจลายนิ้วมีอดีจริง แต่ก็ทำไมต้องถ่ายรูปด้วยล่ะ ข้อสำคัญเป็นคนไทยใช้หนังสือเดินทางไทย ก็ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๒ อย่าง
แล้วที่เอาเมกามาอ้าง ก็ขอยืนยันได้ว่า ถ้าเป็นมะกันคนของเขา เขาสะแกนหนังสือเดินทางแค่นั้น ไม่มีการถ่ายรูป ไม่มีสะแกนนิ้วมือ หรือประทับตราอะไรทั้งสิ้นหรอก
คุณaircraftdesignerสงสัย คงจะมาเครื่อง 747-400 เดียวกัน คนเกือบเต็มสุดๆ อาทิตย์ที่แล้วดีใจจะได้นั่ง 787 Dreamliners แต่ก็โดน Ground เรียบร้อย Battery เลยได้นั่ง 777-200 ซีงใหม่และสะดวกกว่า 747-400 นะ
ตอบกลับความเห็นที่ 8
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 8-1
โอย ยิ่งอ่านยิ่งไปกันใหญ่
"เราก็ว่าตรวจลายนิ้วมีอดีจริง แต่ก็ทำไมต้องถ่ายรูปด้วยล่ะ ข้อสำคัญเป็นคนไทยใช้หนังสือเดินทางไทย ก็ไม่จำเป็นต้องทำทั้ง ๒ อย่าง"
โอยไม่จำเป้นต้องทำทั้ง ๒ อย่าง กำ แล้วถ้าเป็นคนไทยแต่มันมีคนหน้าเหมือนมาสวมรอยละ ไม่แสกนลายนิ้วมือ ไม่ถ่ายรูปไว้เป้นหลักฐาน จะพิสูจน์หรือใช้เป็นหลักฐานได้เรอ มาตรการนี้เค้าเพิ่มมารักษาความปลอดภัยนะครับ ไม่ใช่คิดขึ้นมาส่งๆ ให้งานมันยุ่งๆไปวันๆ

แล้วระบบรักษาความปลอดภัยแต่ละประเทศต้องเหมือนกันด้วยเรอ? ของเรารัดกุมและเป็นแบบนี้ถ้าคุณไม่พอใจคงต้องโอนสัญชาติไปแล้วละ

ปล. ถ้าไม่อยากแสกนลายนิ้วมือก็เข้าช่องธรรมดาสิ เปิดตลอดไม่อยากปั้มเล่มก็บอกเค้าได้
ความคิดเห็นที่ 9
กลับมาวันที่ 20 เร็วมากทุกอย่าง ผ่าน ตม ภายใน 5 นาที  
ยกเว้นเดินไกลมากในอาคารกว่าจะมาถึง ตม แต่สนามบินใหญ่ก็แบบนี้
ตอบกลับความเห็นที่ 9
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 10
ที่สิงคโปร์ก้อสแกนลายนิ้วมือนะคะ นั่นเป็นเหตุผลของการทำ e-passport ค่ะ คือยืนยันตัวตนด้วยลายนิ้วมือ ของที่ไทยมีถ่ายรูปเพิ่มด้วยเป็นการเพิ่ม security อีกชั้นค่ะ
เดินทางเข้าออกเมืองไทยปีละหลายๆรอบ บางครั้งก้อบัสเกต บางครั้งก้อเข้างวงค่ะ ไม่ว่าสายการบินไหนก้อมีสิทธิ์เจอบัสเกตค่ะ
ตอบกลับความเห็นที่ 10
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 11
งง เหมือนกันว่ามันยุ่งยากตรงไหน วันก่อน ลงเครื่อง A380 ผู้โดยสาร 500 กว่า แต่ผ่าน ตม. แค่ 30 วินาที ผมว่าเร็วดีออก
- เสียบ passport
- scan นิ้ว
- ถ่ายรูป จบ

แค่นี้จริงๆ รอเจ้าหน้าที่ stamp แบบเดิมยังนานกว่าอีก
ตอบกลับความเห็นที่ 11
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 12
เราก็ไม่เห็นว่ามันจะยุ่งยากตรงไหนนะ
ถ้า bus gate เดินใกล้ดี  งวงเดินไกล เดือนก่อนก็ลงจาก A380 เต็มลำเหมือนกัน
ก็เหมือนข้างบน แปบเดียวผ่าน แล้วก็ไม่ได้ลำบากอะไร เร็วกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ
ตอบกลับความเห็นที่ 12
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 13
เขมรเขา scan ลายนิ้วมือมาหลายปีแล้ว
ตอบกลับความเห็นที่ 13
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 14
ตั้งแต่เปลี่ยนระบบใหม่ก็กลับไทยหลายรอบแล้ว ไม่เห็นมีปัญหานะ
ฉันว่าดีเสียอีก  ที่ไม่ต้องผ่านเจ้าหน้าที่ ตม. ที่บางครั้งก็ซวย ที่ไปเจอคนดุๆ
มีเจ้าหน้าที่ผู้หญิง 2 คน คอยแนะนำช่วยเหลือ พูดเพราะ หน้าตายิ้มแย้ม รู้สึกดีกว่าเยอะ
จะให้ทำอะไรกี่ขั้นตอน ก็ไม่ว่าเลย

อีกเดือนกว่าๆ ก็จะนั่งA380   กลับไทยอยู่เหมือนกัน  รู้สึกโล่งกับระบบใหม่
ที่ไม่ต้องเสี่ยงว่าจะเจอ ตม.อารมณ์ดีหรืออารมณ์ไม่ดีอยู่อีก
ตอบกลับความเห็นที่ 14
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 15
ไม่เห็นว่าขั้นตอนจะยุ่งยากตรงไหนเลย   แค่แสกนนิ้วมือแล้วก็ถ่ายรูป แค่นั้นเอง  

ง่ายและเร็วกว่าไปเจอ ตม.ตั้งเยอะ
ตอบกลับความเห็นที่ 15
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 16
ก็ว่าอีกคน - - ว่าไม่ได้เสียเวลาอะไรมาก..

แต่เสียเวลารับบัตรคิว รอแท็กซี่
และอีกอย่างที่ได้ยินว่าแท็กซี่สุวรรณภูมิ น่ากลัว
ก็ไม่เห็นน่ากลัว รับบัตรคิว ต่อแถวรอ จ่ายเพิ่มจากมิเตอร์ +50บาท

ให้คนที่บ้านไปรับ ก็เจอปัญหาที่จอดรถ เท่านั้นเอง..
ตอบกลับความเห็นที่ 16
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 17
เรานั่ง 380 ยังรอคิวไม่นานเลยค่ะ รอไม่เกินสามคน สำหรับ autogate
ไฟลท์ดึกด้วยแหละค่ะ ขาออกก็เร็วมากๆ จนตกใจในความเร็วของตม.ไทยเลยค่ะ

ขากลับวันที่ 26 ธค. / 13 มค. ที่ผ่านมาค่ะ
ตอบกลับความเห็นที่ 17
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 18
เปิดมาดูครั้งแรกเห็นภาพนึกว่า มีรายการจับยาเสพติดซะอีก เห็นมีเป็นถุงขาวๆ เอ้า เป็นเรื่องการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง ไปซะฉิบ !
ตอบกลับความเห็นที่ 18
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 19
อ้อ เข้ามาแทรกเรื่องการอ่านลายนิ้วมือหน่อยว่า สมัยนี้ไม่มีใครเขามานั่งอ่านพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นรายๆกันแล้ว เขาจะเอาลายพิมพ์ที่เป็นที่สงสัยหรือต้องการตัวมาใส่ไว้ แล้วคอมฯจะทำการแสกนด้วยความรวดเร็ว ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ขืนเอาคนมานั่งจ้องดูทีละรายก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี มีลายนิ้วมือสัก 50-100 รายมิพักต้องจ้องดูกันเป็นวัน ?
ตอบกลับความเห็นที่ 19
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 20
ที่เอาประเทศอื่นมาตอบ ก็เพราะตอบคนตอบคนก่อน ที่เขาเอาประเทศอื่นมาอ้าง และตอบผิด
สำหรับคนอื่นที่ว่าทำทั้งถ่ายรูปและพิมพ์ลายนิ้วมีอ ทั้ง ๒ อย่างดี ก็ไม่ว่ากัน
แต่เราว่า พิมพ์ลายนิ้วมีออย่างเดียวดีกว่า ประหยัดเวลา ประหยัด ค่าใช้จ่าย
ใครจะชอบเดินลงขึ้นบันได ไม่ใช้งวงช้าง ก็ไม่ว่ากัน
แต่เราชอบใช้งวงช้าง เพราะไม่งั้น เขาคงไม่สร้างงวงช้างมาให้ใช้กันเป็นส่วนใหญ่นะ
ตอบกลับความเห็นที่ 20
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 21
สำหรับคน ที่คิดว่าควรทำทั้ง ถ่ายรูป และพิมพ์มือ ๒ อย่าง ดีกว่าอย่างเดียว จะเห็นว่า ประมาณ ๑ เดือนก่อนติด ข่าวเขาบอกว่า
.. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จะนำระบบตรวจอัตโนมัติ (AUTO CHANNEL) มาใช้กับผู้โดยสารชาวไทย จำนวน ๑๖ เครื่อง แบ่งเป็น ขาเข้า ๘ เครื่องและขาออก ๘ เครื่อง โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องถ่ายรูปและกรอกบัตร ตม. ๖...
http://www.mots.go.th/ewt_news.php?nid=3995&filename=index
ตอบกลับความเห็นที่ 21
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 22
กลับไทยเมื่อปลายปีก็ใช้ autogate ชอบที่สะดวกและรวดเร็วดี มีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลืออีกด้วย
ตอบกลับความเห็นที่ 22
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 23
ปีที่แล้ว เราก็กลับไทย ก่อนใช้เครื่อง ผ่าน ตม ไทย ก็สะดวกมาก ไม่มีการพิมพ์นิ้วมือ จึงคิดว่า อย่างเดียวก็พอ
ทำ ๒ อย่าง แต่ละคน อาจจะเสียเวลา ค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น ไม่มากเท่าไร แต่ถ้ารวมกันมากๆหลายคน ก็เสียมากนะ
ตอบกลับความเห็นที่ 23
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 24
เดิมระบบเก่าที่ผ่านตม. ไม่ต้องสแกนนิ้ว แต่มีการถ่ายรูปนะคะ สังเกตุตรงโต๊ะตม.จะมีกล้องตั้งอยู่ เป็นแท่งเหมือนไมค์น่ะค่ะ
เราว่าคุณจขกท.กำลังเหนื่อยๆเพราะต้องเดินลงบัสเกท ทำให้อารมณ์เสีย เลยพาลมาลงถึงเครือง auto gate มั้งคะ
เราว่าที่ใช้ๆมาก็เร็วนะคะ เร็วกว่าไปผ่านตม.อีก ไม่เกิน 1 นาทีก็เรียบร้อย เดินตัวปลิวไปรับกระเป๋าแล้ว

ทั้งสแกนนิ้วและถ่ายรูปหน้าก็ใช้เวลานิดเดียว ถ้าคุณยืนถูกที่ และไม่ก้มหน้าค่ะ เค้าไม่ได้พิมพ์ลายนิ้วมือและรูปหน้าทุกคนลงกระดาษแต่เก็บไว้ในฐานข้อมูล เพราะงั้นเราว่ามันก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มซักเท่าไหร่หรอกค่ะ เทียบกับเวลาที่ลดลง ทั้งของตม.เอง และของผู้เดินทาง เราว่า auto gate สะดวกและรวดเร็ว น่าจะมีมาตั้งนานแล้วด้วยนะคะ

ทั้งนี้ จขกท. สามารถเลือกเดินไปใช้บริการตม.แบบเดิมได้ค่ะ เค้าไม่ได้บังคับให้มาใช้ auto gate นะคะ ดังนั้น หากชอบใจระบบเก่า ก็ตามสบายค่ะ ใครชอบอย่างไรก็ใช้อย่างนั้น
ตอบกลับความเห็นที่ 24
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 25
ความคิดเห็นที่ 24 ถูกแล้วและเราก็รู้แล้ว่า ที่ว่า เดิมระบบเก่าที่ผ่านตม. ไม่ต้องสแกนนิ้ว แต่มีการถ่ายรูป
ที่เราว่า ตอนนี้ที่ Auto Channel ทำไมจึงต้องทำทั้ง ๒ อย่าง ทั้งๆที่ก่อนใช้ราว ๑ เดือนออกข่าว ดังที่ยกมา ใน คคห ๒๑ ว่า
...โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องถ่ายรูปและกรอกบัตร ตม. ๖...
ทำไปทำมา ทำหมดเลย ๓ อย่าง ซึ่งจะทำอย่างไรก็ทำไปเถิด แต่เราว่า น้อยอย่าง ย่อมประหยัดเวลา มากกว่ามากอย่าง
ข้อสำคัญ ไม่ใช่ว่ามาเปลี่ยน โดยไม่บอกล่วงหน้า
และที่แย่อีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่คิดว่า สมัยนี้ต้องมาเจอกับการไม่ใช้งวงช้างกันอีก ทั้งๆที่เครื่องลงราว ๖ ทุ่ม ไม่น่าจะหนาแน่นนะ
ตอบกลับความเห็นที่ 25
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 26
เพิ่งเดินทางกลับมาไทยเมื่อคืนวันที่ 27 มากรานี้ด้วยไฟล์ท UA ถึงสุวรรณภูมิตอน 23.45 น เข้าตรวจหนังสือเดินทางไทยที่ช่องคนไทย ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที สองนาทีจริงๆที่ ตม รวดเร็วมาก แล้วเดี๋ยวนี้ก็เพิ่งรู้ว่า ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มศุลกากรอีกแล้ว สรุป นับตั้งแต่รับกระเป๋าจากสายพานจนถึงผ่านช่องเขียวออกมา ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 15 นาที (แต่ตอนรอกระเป๋าจะรอกันนานหน่อย เพราะไฟล์ทที่มาเกือบเต็มลำ)
ตอบกลับความเห็นที่ 26
   
  
 
 
   

   
  
 
 
   
กระทู้ข้างเคียง