[รีวิว] เที่ยวสิงคโปร์..บินกับ A380 ลำแรกการบินไทย ตอนที่ 1

ตื่นเต้นจังเลยค่ะ เข้ามารีวิวเป็นจริงเป็นจังครั้งแรก อยากจะแชร์ประสบการณ์ดีดีให้ชาว Blueplanet ได้ชมกัน... เรามาเริ่มกันเลยนะคะ ^^

เมื่อปลายเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสร่วมเดินทางกับคณะการบินไทยและสื่อมวลชน เพื่อร่วมสัมผัสและทดลองนั่งเครื่องบินแอร์บัส เอ380-800 ลำแรกของการบินไทยและลำใหญ่ที่สุดในโลก เรานัดเจอกันเวลาประมาณบ่ายสอง ตรง Row A ซึ่งเป็นจุด Check in ในชั้น Royal Silk Class (Business) และ First Class ของการบินไทย

วันนี้ นอกจากจะได้ยลโฉมเครื่องบินลำใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว การเดินทางครั้งนี้ยังพิเศษมากๆ เพราะได้ท่องเที่ยวสิงคโปร์ กับเค้าด้วย 1 วันเต็มๆ นี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ไปสิงคโปร์เลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1
เมื่อทำการ Check in และ โหลดกระเป๋า สัมภาระเรียบร้อยแล้ว คณะฯ ทั้งหมดก็มาถึงจุดตรวจแรก เพื่อสแกนร่างกายและกระเป๋าสำหรับนำขึ้นเครื่อง จากนั้นมาถึงจุดตรวจที่ 2 จะมีเจ้าหน้าที่ ต.ม. ทำหน้าที่ตรวจหนังสือเดินทาง (Passport) ของผู้โดยสาร พร้อมเอกสารใบเล็กๆ ที่ผู้โดยสารต้องกรอกข้อมูล ชื่อ – นามสกุล เลขที่ Passport ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ให้เรียบร้อย


จากนั้น เมื่อผ่านจุดตรวจแล้ว ก็ได้เวลาพักผ่อนสักนิดก่อนขึ้นเครื่อง วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้มาใช้บริการ THAI Royal Silk Lounge ค่ะ บริเวณด้านหน้าห้อง Lounge ของการบินไทย มีพนักงานใส่ชุดไทยออกมาต้อนรับคณะฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสก่อนที่จะเชิญพวกเราเข้าไปด้านใน เมื่อเข้าไปถึง.... จะสังเกตเห็นบริเวณห้องถูกออกแบบเป็นแนวยาวและกว้างพอควร มีมุมโต๊ะเก้าอี้จำนวนมาก เพื่อรองรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจที่มาใช้บริการอย่างทั่วถึง ภายในห้องประดับด้วยดอกกล้วยไม้สีม่วง ภาพวาดลายไทยบนฝาผนัง ทำให้ผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการ ซึมซับความเป็นไทยและรับรู้ถึงการบริการที่มีคุณภาพของสายการบินแห่งชาติได้เป็นอย่างดี


ตอบกลับความเห็นที่ 1
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 2
ในส่วนมุมอาหารที่ให้บริการ คงเป็นมุมโปรดสำหรับใครหลายๆ คนค่ะ ภายในห้อง Lounge ที่นี่จะมีมุมอาหารประมาณ 3 - 4 มุม กระจายอยู่รอบๆ ห้อง ทั้งเครื่องดื่มและขนมปังรูปแบบต่างๆ ทั้งสลัดผัก ขนมจีบ ซาลาเปา และอื่นๆ อีกมากมาย จากครัวการบินไทย เรียกได้ว่าของว่างรองท้องก่อนขึ้นเครื่องสามารถทำให้เราอิ่มจนลุกไม่ขึ้นเลยค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 2
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 3
ภายใน ห้อง Lounge นอกจากมุมอาหารว่างอร่อยๆ แล้ว ผู้โดยสารที่มาใช้บริการ สามารถใช้งาน WiFi เพื่อเข้าอินเตอร์เน็ต ได้ฟรีค่ะ ใครต้องการ เช็ค Facebook อัพโหลด Instagram หรือเข้าเมล์ เพื่อเช็คงาน สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว..... ดิฉันก็เอาสักหน่อย ^^ Check in @THAI Royal Silk Lounge เก๋ๆ จัดไปค่ะ ฮ่าๆๆ


ตอบกลับความเห็นที่ 3
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 4
พอใกล้ถึงเวลาเดินทาง ทุกคนก็เริ่มทยอยเดินออกจาก ห้อง Lounge เพื่อเดินทางไปขึ้นเครื่อง ระหว่างทางก็ผ่าน Duty free และร้านค้ามากมาย แต่ก็ได้แต่มองค่ะ สั่งตัวเองให้เดินต่อไป ^^


ตอบกลับความเห็นที่ 4
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 5
ดิฉันมารอขึ้นเครื่องที่ Gate C3 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ – สิงคโปร์ ออกเดินทางเวลา 16.50 น. ก่อนผ่านจุดตรวจอีกครั้ง ใครก็ตามที่มองผ่านกระจกไป จะเห็นเจ้านกยักษ์ A380 ลำใหญ่ที่สุดโลกกกก ของการบินไทย กำลัง Stand by รอผู้โดยสารเดินทางไปด้วยกันในอีกไม่กี่นาที ความรู้สึกตอนนั้น รู้สึกตื่นเต้นหน่อยๆ อยากขึ้นไปเห็นและสัมผัสเร็วๆ ว่าจะเป็นไปอย่างที่คิดหรือเปล่า พื้นที่บริเวณผู้โดยสารนั่งรอก่อนขึ้นเครื่อง จะมีแผนที่เก้าอี้ (A380 Seat Map) แสดงให้ไว้เป็นข้อมูลตำแหน่งเก้าอี้บนเครื่อง A380 แก่ผู้โดยสาร

เครื่องบิน A380 ลำนี้ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น (บนและล่าง) ในห้องโดยสารชั้น 1 (Royal First Class) จะครอบคลุมบริเวณพื้นที่ส่วนหน้าด้านบนของเครื่องบิน มีที่นั่ง จำนวน 12 ที่นั่ง ส่วนชั้นธุรกิจ (Royal Silk Class) จะอยู่บริเวณด้านบนกลางลำของเครื่อง มีที่นั่งจำนวน 60 ที่นั่ง และชั้นประหยัด (Economy Class) จะครอบคลุมพื้นที่บริเวณชั้นล่างทั้งหมดและบริเวณพื้นที่ด้านหลังชั้นบนของเครื่อง มีที่นั่งจำนวน 435 ที่นั่ง ซึ่งรวมทั้งหมด 507 ที่นั่ง ทั้งนี้ จริงๆ แล้วเครื่องบิน เอ380 จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 853 ที่นั่ง แต่เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายอย่างเต็มที่ การบินไทย จึงได้กำหนดจำนวนเก้าอี้ที่นั่งเพียง 507 ที่นั่งเท่านั้น สุดยอดเลยค่ะ!!!

ระหว่างรอขึ้นเครื่อง .....พอมีเวลา ก็ได้กางข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินแอร์บัส เอ380 ไปพลางๆ เพื่อเก็บรายละเอียดข้อมูลอีกครั้งก่อนจะได้ยลโฉมจริงๆ


เครื่องบินเอ เอ380 ลำนี้ นามพระราชทานว่า “ศรีรัตนะ” ทะเบียน HS-TUA ทำการบินกลับสู่ประเทศไทยเป็นเที่ยวบินพิเศษที่ ทีจี 8936 ออกเดินทางจากศูนย์รับมอบเครื่องบินแอร์บัส เมืองตูลูส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 28 ก.ย.55 ถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 55 ซึ่งเครื่องบินลำแรกนี้ จะนำมาให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ สู่ฮ่องกง และสิงคโปร์ เริ่มเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 55 ที่ผ่านมานี่เอง


ตอบกลับความเห็นที่ 5
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 6
เมื่อได้เดินทางไปกับ Trip พิเศษ แบบนี้ จึงได้โอกาสพิเศษๆ ในการยลโฉมเครื่องบิน A380 ทุกชั้นโดยสารค่ะ เริ่มกันตั้งแต่ First Class เมื่อขึ้นไปบนชั้น 2 ของเครื่อง ก็ได้สัมผัสกับตาถึงความหรูหรา กว้างขวางของที่นั่งและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายบนเครื่องอย่างครบครัน อย่างที่ได้บอกไป ในชั้น First Class มีที่นั่งจำนวน 12 ที่นั่ง ซึ่งมีระยะห่างระหว่างแถวที่นั่ง 83 นิ้ว ที่นั่งมีความกว้าง 26.5 นิ้ว ทั้งยังปรับเอนราบได้ 180 องศา มองไปตรงข้ามที่นั่ง จะเห็นหน้าจอโทรทัศน์ระบบสัมผัสขนาด 23 นิ้วพร้อม สาระบันเทิงและระบบสื่อสารที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ระบบ Wi Fi รวมถึงปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ด้วย ด้านข้างจะมีตู้เล็กๆ สำหรับแขวนเสื้อ Coat แยกเป็นสัดส่วน ในส่วนห้องน้ำชั้นนี้ มี 2 ห้องค่ะ กว้างขวางพอสำหรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายได้สะดวกมาก ระหว่างเก้าอี้ ผู้โดยสารสามารถดึงผนักกั้นกลางเผื่อใครต้องการความเป็นส่วนตัวก็ได้นะคะ นอกจากนี้ ยังมี Royal First Class Lounge พื้นที่สำหรับพักผ่อนพิเศษ หรือสามารถมาคุยงานกันแบบส่วนตัวได้ และ Royal First Class Bar ให้บริการเครื่องดื่มและของว่างตลอดการเดินทางด้วยค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 6
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 7
Royal First Class Lounge

..... เป็นไงคะ การบริการบนเครื่องสำหรับชั้น First Class คุ้มสุดๆ เลยค่ะ ดิฉันก็ไม่พลาด ขอลองนั่งกะเค้าซะหน่อย ชาตินี้คงไม่ได้ตีตั๋วนั่ง First Class สวยๆ กะเค้าแน่ๆ อิอิ


ตอบกลับความเห็นที่ 7
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 8
ตามติดมาด้วยที่นั่งชั้น ธุรกิจ (Royal Silk Class) มีจำนวน 60 ที่นั่ง มองไปรอบๆ จะเห็นสีของเก้าอี้เป็นสีม่วง สลับกับหมอนและผ้าที่พาดเก้าอี้ด้านบน เป็นสีชมพู สร้างความหวานและหรูหราไม่น้อย สำหรับชั้นนี้ ได้รับการออกแบบให้ความความสะดวกเช่นกัน โดยได้จัดวางระยะห่างระหว่างแถวที่นั่ง 74 นิ้ว แต่ละที่นั่งมีความกว้าง 20 นิ้ว สามารถปรับเอนได้ 180 องศา การออกแบบที่นั่งจะเห็นได้ว่า มีทั้งแถวที่นั่งติดกระจก และแถวตรงกลาง ในส่วนแถวกลางนั้นเก้าอี้จะถูกจัดเป็น 2 แบบ ทั้งแบบเก้าอี้ติดกัน ซึ่งอาจเหมาะสำหรับผู้โดยสารที่มาเป็นคู่ อยากที่จะนั่งคุยกัน จะเป็น คู่เพื่อน คู่แฟน ก็ได้ค่ะ แต่หากต้องการความส่วนตัว ก็สามารถดึงผนักกั้นตรงกลางออกจากเก้าอี้ ออกมาได้ค่ะ ส่วนอีกแบบ เก้าอี้นั่งจะห่างออกจากกัน ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น


ชั้นนี้มีระบบสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่นกันค่ะ ทั้งจอโทรทัศน์ 15 นิ้ว ระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต Wi Fi ปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า และยังมี Royal Silk Class Bar ให้บริการอาหารว่างและเครื่องดิ่มสำหรับผู้โดยสารด้วยค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 8
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 9
ระหว่างทางเดินก็เก็บภาพไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านห้องครัว มองไปรอบๆ ก็จะเห็น เครื่องไมโครเวฟ เครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซ่ ตู้แช่อาหารเพื่อให้สดใหม่อยู่เสมอ ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถเลือกรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีหลากหลายได้ตามความพึงพอใจเลยค่ะ เพื่อให้คุ้มค่าต่อการเดินทาง ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่แตกต่างจากสายการบินอื่นๆ


ตอบกลับความเห็นที่ 9
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 10
ต่อมาสุดท้าย ชั้นประหยัด มีที่นั่ง จำนวน 435 ที่นั่ง มีระยะห่างระหว่างแถวที่นั่ง 32 นิ้ว แต่ละที่นั่งมีความกว้าง 18 นิ้ว ติดตั้งจอโทรทัศน์ระบบสัมผัส ขนาด 10.6 นิ้วทุกที่นั่ง พร้อมสาระบันเทิงหลากหลายชนิด และระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารและปลั๊กไฟ


ตอบกลับความเห็นที่ 10
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 11
เอาหล่ะค่ะ เดินชมจนกระทั่งมาถึงที่นั่งของตัวเอง ในชั้นประหยัด พอเห็นเก้าอี้ที่นั่ง ก็ต้องยิ้มเบาๆ กับตัวเอง เพราะเป็นที่นั่งที่ดีมาก เนื่องจากเป็นส่วนที่นั่ง ที่มีระยะห่างของเก้าอี้ตัวเอง และเก้าอี้ข้างหน้าอยู่ห่างกันพอสมควรสามารถยืดขาออกไปได้อย่างเต็มที่ ก่อนเครื่อง Take Off จะมี VDO สาธิตการใช้อุปกรณ์บนเครื่องเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ทำเป็นกราฟฟิกใหม่ให้ความรู้สึกถึงความทันสมัยและอุ่นใจในการเดินทางเป็นอย่างมาก

การเดินทางไปสิงคโปร์ จากเมืองไทย ใช้เวลาประมาณชั่งโมงกว่า ถือว่าเป็นระยะทางใกล้ๆ หากมีวันหยุดสั้นๆ ก็สามารถเดินทางมาเที่ยวได้

ระหว่างรอพนักงานต้อนรับบนเครื่องเสิร์ฟอาหาร ดิฉันเลยหยิบเอกสารหนังสือที่เสียบไว้ด้านหน้าขึ้นมาดู มีทั้งหนังสือ Sawasdee , สินค้า Duty Free , โบชัวร์การใช้งานอุปกรณ์บนเครื่อง , ถุงกระดาษ , หูฟัง และรีโมตติดกับเก้าอี้ หลังจากตรวจเช็คอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว สักพัก พนักงานต้อนรับบนเครื่องก็เดินเข้ามาแจกผ้าห่ม (หากใครต้องการ) ซึ่งดิฉันก็รับมาผืนนึงเป็นที่เรียบร้อย


ตอบกลับความเห็นที่ 11
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 12
จากนั้นก็บรรจงแกะผ้าห่มออกจากถุง และหูฟัง ขึ้นมาเตรียม ก่อนจะดึงจอโทรทัศน์ขึ้นมาจากข้างเก้าอี้ อย่างที่บอกค่ะ เก้าอี้ที่นั่งพิเศษ ซึ่งต่างจากเก้าอี้แถวอื่นที่มีหน้าจอโทรทัศน์ติดกับเก้าอี้เลย หน้าจอโทรทัศน์เป็นแบบระบบสัมผัส แต่ก็สามารถใช้รีโมต control ได้เช่นกัน ด้านข้างเก้าอี้มีที่เสียบสายหูฟัง และช่องเสียบ USB ดิฉันก็ไม่รอช้าค่ะ ก่อนเครื่องขึ้นแบตมือถือจะหมดแล้วเลยเอาสายมาเสียบซะเลย


ตอบกลับความเห็นที่ 12
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 13
สาระบันเทิงบนเครื่อง มีทั้งหนัง เพลง 100 กว่าเรื่อง สามารถเลือกได้ว่าเป็นที่นิยม หรือเพิ่งออกใหม่ มีให้เลือกชมเลือกฟังทั้งนั้น ค่ะ รวมทั้ง รายการทีวี เกมส์ มากมาย แต่ครั้งนี้ ดิฉันก็เลือกเป็นหนังแล้วกันค่ะ เพราะไม่ค่อยชอบเล่นเกมส์เท่าไหร่ แถมยังเลือกซับเป็นภาษาต่างๆ ได้ด้วย ทั้งไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส แต่ถ้าเรื่องใหม่ๆ ก็อาจมีแค่อังกฤษ เท่านั้น นอกจากนั้น มีโปรแกรมรายการสินค้า Duty Free ที่สามารถสั่งได้บนเครื่อง , ข้อมูลรายการอาหารบนเครื่องในเที่ยวบินนั้นๆ และยังสามารถค้นหารายการเมนูอาหารบนเที่ยวบินอื่นได้ด้วยค่ะ

รวมทั้ง การใช้งานระบบ Voice call , sms ,mms จากโทรศัทพ์ส่วนตัว และการใช้งาน อินเตอร์เน็ตผ่าน Wi Fi ส่วนนี้ยังไม่มีโอกาสได้ใช้งานเลย เดี๋ยวไว้เที่ยวหน้าต้องขอลองดูหน่อยหล่ะ ^^


ตอบกลับความเห็นที่ 13
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 14
ก่อนเสิร์ฟอาหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ได้เดินมาแจกผ้าขาวสะอาดผ่านการฆ่าเชื้ออุ่นๆ ให้ผู้โดยสารชำระล้างสิ่งสกปรกบนมือเป็นให้เรียบร้อย สำหรับเที่ยวบินขาไปครั้งนี้ เสิร์ฟด้วยเมนูข้าวผัดต้มยำกุ้ง ไข่ต้ม สปาเก็ตตี้ ขนมปังทาเนย และตบท้ายด้วยของหวาน มูสโยเกิร์ตบลูเบอร์รี่ และน้ำส้มค่ะ เต็มโต๊ะขนาดนี้ ไม่รีรอค่ะ หยิบช้อนส้อมลงมือตักทันที

ระหว่างรับประทานอาหารไปเรื่อยๆ ก็นั่งดูหนังไปเพลินๆ ช่างสบายอะไรเช่นนี้ ^^ ช่วงนี้พนักงานก็เดินเสิร์ฟไปเรื่อยๆค่ะ ใครต้องการไวน์เพิ่มก็รินให้ไม่อั้น


ตอบกลับความเห็นที่ 14
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 15
ก่อนเครื่องบินจะ Landing สักประมาณ 15- 20 นาที พนักงานต้อนรับบนเครื่องก็จะเดินแจกเอกสารใบเล็ก ๆ ให้กรอกข้อมูล ชื่อ นามสกุล เลขที่ Passport , ที่อยู่ที่สิงคโปร์ เป็นต้น เพื่อเป็นข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศ และยื่นให้พนักงานที่ ตม. สิงคโปร์ได้เก็บไว้ก่อนเข้าประเทศ

เมื่อเครื่องลงจอด ณ ท่าอากาศยานชางงี ประเทศสิงคโปร์ ผู้โดยสารต่างก็ทยอยลงมาจากเครื่อง ด่านแรกที่ต้องเจอคือการสแกนตรวจร่างกายและสัมภาระที่ติดตัวมาจากประเทศไทย จะเห็นได้ว่าผู้โดยสารยืนรอคิวกันเยอะมาก ทราบมาว่าเครื่องบินเที่ยวนี้บรรทุกผู้โดยสารมาเต็มลำเลยทีเดียว ซึ่งก็ต้องรอสักพักกว่าจะตรวจเสร็จ


ตอบกลับความเห็นที่ 15
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 16
บริเวณท่าอากาศยานชางงีค่อนข้างกว้างใหญ่ แต่ด้วยเวลาจำกัดจึงไม่สามารถเดินสำรวจได้หมดทุกซอกทุกมุม ซึ่งจริงๆ แล้ว ที่นี่ถือเป็นสนามบินที่ได้รับการจัดอันดับที่ 1 มาแล้ว นั่นก็เป็นการการันตีมิใช่น้อยในด้านความมีชื่อเสียงของที่นี่

ระหว่างทางเพื่อไปยัง ตม. ก็ผ่าน Duty Free แต่ก็ไม่ได้เข้าไปแวะอีกเช่นเคยเพราะต้องรีบออกไปขึ้นรถ ตอนยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ ตม. ขำเล็กๆ ค่ะ เพราะเค้าไม่เชื่อเราว่าคนในรูป Passport กับตัวจริงเป็นคนคนเดียวกัน เนื่องจากใน Passport ผมยาว แต่ตัวจริงนี่สิ ผมสั้นเกือบจะติ่งหูแระ ฮ่าๆๆ ก็ยืนยันกับเขาไปว่าตัวจริงสิ!!! สุดท้ายก็ยอม ... ตม.ที่นี่ค่อนข้างซีเรียสอยู่หน่อยๆ นะคะ อาจเพราะต้องการความปลอดภัยก่อนเข้าประเทศเขาจริงๆ ค่ะ

จากนั้นก็ออกมารอรับกระเป๋าที่สายพานที่ 19 ลงมาถึงก็ตกใจนิดหน่อยค่ะ เพราะด้วยผู้โดยสารที่มารอกระเป๋าเยอะมาก คนมาเต็มลำจริงๆ ค่ะ แต่ก็รอสักพักก็ได้กระเป๋ามาเรียบร้อย


ตอบกลับความเห็นที่ 16
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 17
เดินออกมาจากรับกระป๋าเสร็จ รถบัสมินิ ก็มารอรับกลุ่มคณะฯ หน้าทางออก เพื่อเดินทางไปยังโรงแรม Four Seasons …. ดีใจจังเลยคืนนี้จะได้พักผ่อนกับเตียงนุ่มๆ แล้ว


ตอบกลับความเห็นที่ 17
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 18
ห้องพักที่นี่ค่อนข้างหรูหราเลยทีเดียวค่ะ ทั้งเตียง ห้องน้ำที่แยกเป็นส่วนๆ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในห้องที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ มีครบครัน เวลาที่สิงคโปร์เร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง กะกว่าจะปรับนาฬิกาให้เป็นเวลาสิงคโปร์ แต่เมื่อมอง iphone อ้าววว!!! มันปรับอัตโนมัติ (เพิ่งรู้อีกแระ อายจัง ^^) เอาหล่ะหลังจากอาบน้ำแต่งตัวชุดนอน เรียบร้อยแล้ว ก็ค่อยๆ หย่อนตัวลงนอนเบาะนุ่มๆ เปิดมือถือ เข้า Wi-Fi ที่นี่บริการฟรีค่ะ อัพเดทข้อมูลข่าวสารก่อนนอนสักพัก ก็เริ่มง่วง.... สำหรับคืนนี้ Good night ค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 18
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 19
ตามไปเที่ยวสิงคโปร์ด้วยคนค่ะ ประเทศในความทรงจำของเราจริงๆ ไปมากี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ใกล้ๆบินสบายๆ


ตอบกลับความเห็นที่ 19
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 20
เช้านี้ที่สิงคโปร์..... ลงมารับประทานอาหารเช้าตอนเวลา 7.30 ค่ะ ห้องอาหารของที่นี่ จะเริ่มเปิดตั้งแต่ 05.00 – 10.00 น. ก่อนเดินไปห้องอาหารก็แวะถ่ายรูปบริเวณโรงแรมสักหน่อย เพราะเมื่อคืนมาถึงก็เกือบดึกแล้ว เลยรีบขึ้นไปบนห้องยังไม่ทันได้เดินดูบริเวณรอบๆ


ตอบกลับความเห็นที่ 20
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 21
มื้อเช้าของห้องอาหารที่นี่ จะเป็นแบบนานาชาติ ทั้ง ไทย จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง สามารถเลือกได้ตามใจชอบ ดิฉันก็จัดอย่างละนิดค่ะ เพื่อที่จะได้ชิมหลายๆ อย่าง สำหรับเครื่องดื่ม จะมีพนักงานมาเสิร์ฟให้เอง ชา กาแฟ น้ำผลไม้ น้ำเปล่า

ทานไปทานมา ประมาณ 5 นาที จู่ๆ พนักงานเสิร์ฟก็ยื่น invoice มาให้ใบนึง เปิดมาเจอราคา 52.95 ดอลล่าร์ ถ้าเทียบเป็นเงินไทยแล้ว ประมาณ 1300 บาท ถึงกับตะลึง ตึง ตึง !! มึนไป 5 วิ อ้าว... มื้อนี้คิดตังหรอ หรือจะเป็นน้ำ เพราะที่ที่นี่น้ำแพง เลยถามพนักงานว่าทำไมคิดเงินด้วยหรอ เค้าก็บอกใบ invoice แค่เซ็นต์กำกับไว้เฉยๆ ว่ามาทานอาหารเช้าแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายได้รวมไปกับค่าที่พักแล้ว ..ถึงกับโล่ง แล้วทานต่ออย่างสบายใจ >.<


ตอบกลับความเห็นที่ 21
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 22
ตามจริง...เมื่อคืนก็เพิ่งถึงสิงคโปร์ แต่วันนี้ก็ต้องแพ็คกระเป๋าเดินทางกลับแล้วหล่ะค่ะ แต่จะเป็นช่วงประมาณ 4 ทุ่ม เวลาที่เหลืออีก 1 วัน เลยได้เที่ยวสิงคโปร์แบบง่ายๆ แต่ได้ไป (เกือบ) ทุกที่

Singapore Botanic gardens เป็นที่แรก ที่ได้เดินทางมาถึง ซึ่งก็ทุลักทุเลนิดหน่อยเพราะมีฝนตกปรอยๆ ซึ่งตามภูมิอากาศของสิงคโปร์แล้ว จะแบ่งเป็น 2 ฤดูค่ะ คือ ฝน 8 แล้ง 4 ช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงมรสุมจึงมีฝนตกประปราย

ในส่วน Singapore Botanic gardens เป็นสวนพฤกษศาสตร์ ที่อยู่ใจกลางสิงคโปร์ ยอมรับเลยว่าทางการสิงคโปร์จัดการแบ่งพื้นที่การใช้สอยได้ดี เมื่อเทียบกับพื้นที่เล็กๆ ไม่กี่ตารางกิโลเมตร ของประเทศนี้

พื้นที่ของสวนนี้ แบ่งเป็น สวนกล้วยไม้แห่งชาติ (National Orchid Garden) สวนขิง (Ginger Garden) และสวนวิวัฒนาการ (Evolution Garden) บริเวณรอบๆ จะเห็นกลุ่มผู้หญิงต่างชาติรวมตัวกันออกกำลังกาย กันเยอะแยะเลยค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 22
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 23
ที่นี่มี ต้นยางพาราต้นแรกของเอเชีย ปลูกไว้ด้วยค่ะ นำมาจากประเทศอังกฤษ


ตอบกลับความเห็นที่ 23
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 24
เดินไปอีกหน่อยจะพบกับดงกล้วยไม้ ซึ่งฉากด้านหลังสวยๆ เหล่านี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นฉากสตูดิโอ Wedding ของคู่บ่าวสาวมาแล้วนับไม่ถ้วน รวมทั้งการถ่ายทำละครเช่นกัน


ตอบกลับความเห็นที่ 24
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 25
Little India

หลังออกมาจากสวนพฤกษศาสตร์แล้ว รถบัสก็ได้พาคณะฯ ขับชมเมืองไปรอบๆ เริ่มจาก Little India ซึ่งเป็นชุมชนคนอินเดีย แห่งเดียวในโลก มีการตกแต่งบ้านเรือนแนวอินเดีย อาชีพของคนแถวนั้นก็เป็นการค้าขาย ผัก ผลไม้ ซึ่งนำเข้ามาจากอินเดียโดยตรง อีกทั้ง บริเวณนี้เป็นบริเวณแรกที่มีการติดตั้ง CCTV แถม Card โทรศัพท์ยังขายดีมากๆ คนอินเดียมักชอบซื้อทองเก็บไว้ เหมือนบ้านเราเลยค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 25
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 26
ออกจาก Little India รถบัสขับให้ชมเมืองไปรอบๆ มองไปไกลๆ เราจะเห็นตึกสูงๆ 3 ตึก ด้านบนเป็นรูปเรือ นั่นแหละค่ะ คือ Marina Bay ซึ่งใครหลายคนจะมองเป็นเรือ แต่จริงๆ แล้ว เป็นกระดานโต้คลื่นค่ะ เปรียบเสมือนเป็นการโต้คลื่นเศรษฐกิจ เพื่อนำพาประเทศผ่านอุปสรรคให้เศรษฐกิจเติบโตไปให้ได้ ที่สำคัญตามตึกต่างๆ ของประเทศนี้จะรายล้อมไปด้วยฮวงจุ้ยทั้งนั้น โดยเฉพาะการสร้างน้ำพุ หรือทางน้ำผ่าน นั้นก็หมายความว่าตึกนี้จะเป็นพื้นที่ที่ดี ทำการทำงานแล้วเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย แต่ก็จะมีอีกหลายๆ ตึกที่ทาด้วยสีสันสวยงาม นั่นก็เพราะเพื่อทำให้เด็ก ผู้สูงวัย และผู้อยู่อาศัย ง่ายต่อการจดจำ


ตอบกลับความเห็นที่ 26
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 27
อาคารรัฐสภาเก่า หรือ Old Parliament House แต่เดิมในอดีตเป็นที่ตั้งของรัฐสภาของสิงคโปร์ ปัจจุบันกลายเป็น The Arts house at old Parliament ซึ่งเป็นจุดรวมของศิลปะ ดนตรี การเต้นรำ การแสดงตลก ด้านหน้าตึกจะมี รูปปั้นช้างสำริดเป็นของขวัญจากพระจุลจอมเกล้า ร.5 ของไทย ซึ่งได้มอบให้ในปี 1871 เพื่อสร้างความสัมพันธไมตรีกับประเทศสิงคโปร์เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จมาเยือนสิงคโปร์ในครั้งแรก


ตอบกลับความเห็นที่ 27
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 28
ตามท้องถนน จะมีรถ City Sightseeing 2 ชั้น ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติทัวรอบเมือง สำหรับบริเวณโดยรอบประเทศสิงคโปร์ ส่วนใหญ่จะถูกปลูกสร้างเป็นอาคารสูงๆ หลายชั้น โดยร้อยละ 84 จะเป็นอาคารแบบเคหะ บ้านเดี่ยวๆ จะเห็นน้อยมาก เพราะที่ดินที่นี่สูงมาก ค่าที่ดินแพง ส่วนประชากร ส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีน 76% มาเล 16% ส่วนอื่นๆ จะเป็นแขกและลูกครึ่ง

ระหว่างทาง มองขึ้นไปยังตึกขาวฟ้า (รูปด้านล่าง) ถึงกับต้องตกใจ นั่นมันธงนานาชาติชัดๆ ฮาๆ ไม่ใช่ค่ะ เค้าใช้ก้านไม้ไผ่สอดผ้าเพื่อเอาออกมาตาก ดังภาพที่เห็น สุดยอดมั๊ยหล่ะคะ


ตอบกลับความเห็นที่ 28
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 29
วัดเทียน ฮก เก็ง อยู่ในย่าน Chinatown ด้านหน้าวัดมีรูปเสือขาว ถูกสร้างไว้เพื่อเป็นฮวงจุ้ยอยู่ด้านหน้า ภายในวัดมีเจ้าแม่กวนอิน และเทพองค์ต่างๆ เพื่อให้ผู้คนเข้ามากราบไหว้บูชา


ตอบกลับความเห็นที่ 29
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 30
วันนั้นรถบัสได้ขับผ่านสำนักงานการบินไทยที่สิงคโปร์ ด้วยค่ะ อยู่ตรง CECIL STREET
ด้านหน้า มีโฆษณา A380 ด้วย


ตอบกลับความเห็นที่ 30
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 31
เนื่องจากสิงคโปร์มีพื้นที่น้อย จึงมีบริการพื้นที่ไว้สำหรับจอดรถ โดยเจ้าของรถสามารถนำรถไปฝาก แล้วจะมีพนักงานขับขึ้นไปจอดให้ค่ะ พอเสร็จธุรกิจพนักงานก็จะขับลงมาให้ อันนี้ไม่แน่ใจเรื่องราคาเหมือนกันค่ะว่าคิดต่อชั่วโมง เท่าไร


ตอบกลับความเห็นที่ 31
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 32
Raffles Hotel

มื้อเที่ยงนี้ เรามารับประทานอาหารจีนกันที่ โรงแรม Raffles ค่ะ แต่ก่อนไปที่ภัตตาคารจีน พลาดไม่ได้ที่จะเข้าไปแวะ “The Long Bar” บาร์เหล้าต้นกำเนิดของเครื่องดื่มก่อนอาหาร ที่มีเครื่องดื่มมีชื่อเสียง โด่งดังไปทั่วโลก อย่าง “Singapore Sling” ถือได้ว่าเป็นตำนานที่ทำให้โรงแรม Raffles คงความเป็นอมตะจนถึงปัจจุบัน


ตอบกลับความเห็นที่ 32
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 33
รสชาติของ Singapore Sling ผสมแอลกอฮอร์ไม่แรงมากนะคะ แต่ถ้าทานไปเรื่อยๆ ก็ออกอาการมึนๆ หน้าร้อนๆ ขึ้นได้เหมือนกัน เค้าจะเสิร์ฟพร้อมถั่วลิสงกรอบแห้ง เป็นกาบแกลบกินเพลินๆ ได้ค่ะ บรรยายกาศภายใน Bar ค่อนข้างคลาสสิค ถูกตบแต่งด้วยพื้นไม้ วันที่ไปคนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติเข้ามาทานกัน


ตอบกลับความเห็นที่ 33
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 34
บริเวณรอบๆ โรงแรม กว้างขวาง มีมุมให้พักผ่อน เดินเล่น และขายของที่ระลึก เป็นจุดๆ ค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 34
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 35
สักพักก็เดินมาถึง Royal China ภัตตาคารอาหารจีน ที่อยู่อีกตึกของโรงแรม Raffles อาหารที่เสิร์ฟ ก็แบบโต๊ะจีน พนักงานจะเสิร์ฟ เป็นจานๆ ไป แต่เพื่อความสะดวกของผู้ร่วมโต๊ะที่รายล้อมเต็มโต๊ะกลม จึงให้พนักงานแบ่งอาหารเป็นจานเล็กๆ ให้ต่อคนไปเลย เพื่อความรวดเร็วและสะดวกมากขึ้น อาหารมื้อนี้ มีทั้งหมด 7 อย่าง อาทิ เป็ดปักกิ่ง ไก่ตุ๋น ปลาทอด ข้าวผัด เท่าที่จำรายการอาหารได้ค่ะ เพราะมัวแต่เพลินกับรสชาติอาหาร แต่ก็ยังเก็บภาพมาได้เกือบหมด ^^ ตบท้ายด้วยขนมหวาน รสชาติพอใช้ได้เลยค่ะ ที่ชอบโดยเฉพาะ คือ เป็ดปักกิ่งห่อด้วยแป้ง ราดกับน้ำจิ้มหวานๆ รสชาติเหมือนปอเปี๊ยะ เหมาะกับเป็นจานแรกของโต๊ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 35
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 36
จากนั้นช่วงบ่ายเป็นช่วง Free Style ค่ะ ปล่อยเวลาให้ทุกคนได้เดินช้อปปิ้งกัน บ่ายนี้เรามาแถว Orchard ค่ะ ย่านนี้เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าเป็นแนวยาว เหมาะสำหรับสาวๆ นักช้อป เพราะสามารถเดินได้ตั้งแต่เช้าถึงดึก สินค้าที่นี้ราคาก็พอๆ กับเมืองไทย แต่บางอย่างก็สูงกว่ามาก ต้องเลือกดีๆ ถึงแม้จะราคา Sale ก็ตาม


ตอบกลับความเห็นที่ 36
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 37
แต่จากที่ได้พูดคุยกับคนไทยที่นี่ เค้าได้แนะนำเป็นขนม อาหาร เล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น Pop corn Garrett ซึ่งตามจริงมีขายอยู่ที่อเมริกา มีหลายรสให้เลือกค่ะ แต่ถ้าจะแนะนำ คงเป็นรส Macadamia รสชาติกลมกล่อมมากๆ pop corn ไม่ได้นิ่มๆ นะคะ ออกจะแข็งๆ หน่อย เพราะถูกราดด้วยคาราเมล หอมๆ ทำให้ตัวข้าวโพดแข็งตัว ดิฉันซื้อถุงเล็กมาค่ะ ถุงละ 9$ ประมาณ 225 บาท จากนั้นก็เดินไปซื้อหมูแผ่น LIM CHEE GUAN ชั้นใต้ดินของห้าง ION ลักษณะคล้ายหมูสวรรค์บ้านเรานี่แหละค่ะ ควักเงินจ่ายไปอีก 13$ ของฝากให้ทางบ้าน ....หมูแบบอื่นๆ ก็มีนะคะ มีหลายราคาให้เลือกด้วย


ตอบกลับความเห็นที่ 37
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 38
ระหว่างทางเดินเล่นไปเรื่อยๆ ก็มาหยุดที่หน้าตึก NGEE ANN CITY เห็นคนรุมกันเยอะ เลยเดินเข้าไปดูสักหน่อยว่ามีงานอะไร สักพักก็ได้ยินคนพูด “ไทยแลนด์ สู้ๆ” เสียงภาษาไทยชัดแจ๋วแหวว อ้าววนี่กลุ่มคนไทยหนิ!! เลยเข้าไปถามว่างานอะไร ทำไมต้องเอามือแตะรถด้วย ผู้หญิงไทยคนนั้นก็บอกว่า เป็นงานแข่งขันเอามือไปแตะที่รถ ใครแตะได้นานสุดก็รับรถคันนั้นไปเลย แล้วตอนนี้ คนไทยเราเข้ารอบด้วย ยืนแตะรถมาตั้งแต่วันเสาร์แล้ว (ที่ไปเห็นอะวันอังคารแล้วนะ!!!) โอ้โห เป็นการประชันที่อาศัยความอึดอยู่เหมือนกันนะ แต่ใครได้ไปนี่โชคดีสุดๆ


ตอบกลับความเห็นที่ 38
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 39
ข้าวมันไก่สิงคโปร์ (รอบเย็น)

มาถึงสิงคโปร์ ทั้งที ... ต้องได้ทานข้าวมันไก่ค่ะ ไหนๆ ก็ไม่ได้ถ่ายรูปกับสิงโตพ่นน้ำ (Merlion) แล้ว!!! เพราะไม่มีเวลาไปด้วย สำหรับร้านข้าวมันไก่นี้ มีชื่อว่า BOON TONG KEE บรรยากาศร้านสะอาดสะอ้านมาก บนโต๊ะถูกจัดวางด้วยช้อนส้อมห่อด้วยกระดาษสีเขียว มีถั่วต้มและน้ำจิ้มวางรอไว้ก่อนเสิร์ฟ พร้อมด้วยผ้าเปียกเพื่อไว้เช็ดทำความสะอาดมือ ก่อนลงมือรับประทานอาหาร

“คำแรก” ที่ได้ทานก็รู้สึกว่าไก่และข้าวนุ่มดีค่ะ ราดด้วยน้ำจิ้มสีส้มๆ เผ็ดหน่อยๆ ได้รสชาติอีกแบบ แต่ถ้าถามว่าแตกต่างจากข้าวมันไก่บ้านเราหรือป่าว คิดว่าก็ไม่แตกต่างนะคะ บางทีนึกๆ อยู่ว่าบางร้านข้าวมันไก่บ้านเรายังสู้ได้เป็นอย่างดี


ตอบกลับความเห็นที่ 39
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 40
แต่สิ่งที่แตกต่างสำหรับร้านข้าวมันไก่ของบ้านเราและสิงคโปร์คงจะเป็นน้ำซุปที่ไม่ได้เสิร์ฟพร้อมกับข้าวมันไก่นะคะ ต้องสั่งพิเศษมาเลย ส่วนรายการอาหารอื่นๆ สามารถสั่งเพิ่มเติมมาทานพร้อมข้าวมันไก่ได้ อย่างไก่ย่าง เต้าหู้ทอดนิ่มๆทานพร้อมสังขยา และผัดผักบุ้งผัดกับแซมเบาหรือเรียกว่ากะปิ บ้านเรานี่แหละค่ะ อร่อยๆ มากๆ เมนูนี้ของแนะนำเลย


ตอบกลับความเห็นที่ 40
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 41
ตามชมค่ะ




ตอบกลับความเห็นที่ 41
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 42
หลังจากรับประทานเย็นกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระหว่างทางกลับไปยังสนามบินชางงี เพื่อไปขึ้นเครื่อง รถบัสก็ได้ขับผ่านกระเช้าลอยฟ้า (Singapore Flyer) ที่เห็นอยู่ไกลๆ ในยามค่ำคืนสวยจริงๆ เลยนะคะ อยากขึ้นไปนั่งสักครั้ง แต่ก็กลัวความสูงมากก ฮ่าๆ ถ้ามีโอกาส เดินทางมาสิงคโปร์อีก ก็อยากไปอีกในหลายๆ ที่ที่ยังไม่ได้ไปค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 42
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 43
เมื่อมาถึงสนามบินชางงี เราก็ได้ทำการ Check in ที่ ROW 3 เคาน์เตอร์การบินไทย เที่ยวบิน TG 410 ออกเดินทาง 21.50 น.


ตอบกลับความเห็นที่ 43
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 44
ก่อนไปยัง Gate เพื่อไปขึ้นเครื่อง เราได้เข้าไปนั่งพักผ่อนกันในห้อง Royal Silk Lounge ของการบินไทย ภายในห้อง Lounge กว้างขวางพอประมาณ


ตอบกลับความเห็นที่ 44
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 45
Royal Silk Lounge มีมุมให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม และบริการอินเตอร์เน็ตครบวงจรค่ะ
แต่รอบนี้ ไม่ค่อยได้ทานเท่าไหร่ เพียงแค่หยิบน้ำดื่มมาดับกระหายนิดหน่อย เพราะอิ่มท้องจากข้าวมันไก่รอบเย็นมามากพอแล้ว ไหนจะอาหารอร่อยๆ บนเครื่อง อีก งั้นเก็บท้องไว้แระกาน ^^


ตอบกลับความเห็นที่ 45
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 46
ทางคณะฯ ได้ออกเดินทางด้วยเที่ยวบิน TG 410 เส้นทางสิงคโปร์ – กรุงเทพฯ เวลา 21.50 น. ถึงกรุงเทพฯ เวลา 23.10 น. ทำการบินด้วยเครื่องบิน A380 ....ขากลับรอบนี้ ในชั้นประหยัด (Economy Class) มีอาหารให้เลือกระหว่าง บะหมี่ ปลากระพงผัดพริก พร้อมสลัดผัก กับ ข้าวแกงเขียวหวาน มีให้เลือกค่ะ 2 อย่าง เนื่องจาก ดึกแล้วเลยของเป็นบะหมี่แล้วกันค่ะ รอบนี้มีน้ำลิ้นจี่ ดื่มหอมหวานอร่อยอีกแก้ว นั่งทานไปดูหนังบนเครื่องไป เพลินและเอาอยู่จริงๆ จากที่กะขึ้นไปนอนอย่างเดียว จนนอนนี้นอนไม่หลับแล้วค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 46
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 47
อ้าวววว.... จบแล้ววว ลงรูปซะเพลินเลย คิดว่าตอนแรกจะได้ต่อตอนที่ 2 เพราะรูปเยอะเหมือนกัน ที่ไหนได้ หมดอย่างรวดเร็ว นี่แค่วันเดียวเอง >.< แหะๆ

เป็นไงบ้างค่ะ Trip นี้ รีวิว พอไหวมั๊ยคะ ภาพอาจไม่ค่อยสวย เรื่องราวอาจจะเก็บมาไม่หมดเท่าที่ควร แต่ก็พยายามเต็มที่ค่ะ เผื่อเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านที่ติดตาม ไม่มากก็น้อย

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับใครที่อยากเดินทางกับ A380 การบินไทยนะคะ
เส้นทางกรุงเทพฯ - สิงคโปร์ จะให้บริการสิ้นสุดวันที่ 14 ธันวาคม 2555 นี้แล้วนะคะ เนื่องจากปลายปีจะมีการรับมอบเครื่องบินลำที่ 2 ซึ่งจะนำไปให้บริการเส้นทางบินไป – กลับ เส้นทาง กรุงเทพฯ – แฟรงก์เฟิร์ต และกรุงเทพฯ – ฮ่องกง(ที่ยังบินอยู่) หลังจากนั้นจะทำการบินเพิ่มในเส้นทาง กรุงเทพฯ – นาริตะ ในเดือนมกราคม 2556 และเส้นทางกรุงเทพฯ – ปารีส ในเดือน กุมภาพันธ์ 2556 ตามมาค่ะ

หาที่เที่ยวล่วงหน้าได้เลยยยย ^^


ตอบกลับความเห็นที่ 47
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 48
ขอบคุณสำหรับนีวิวครับ ยังไม่มีโอกาสได้ขึ้น 380 เลยอ่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 48
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 49
สวย ขอบคุณที่พาไปเที่ยวครับ


ตอบกลับความเห็นที่ 49
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 50
กำลังจะนั่งไปฮ่องกงเหมือนกันครับ
ที่นั่งพิเศษนี่เลขที่เท่าไหร่ครับ จะไปนั่งกับลูกชายบ้าง


ตอบกลับความเห็นที่ 50
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 51
ขอบคุณสำหรับรีวิวครับ

ได้บรรยากาศมากครับ


ตอบกลับความเห็นที่ 51