ใครเคยลงถ้ำมหาสนุก พุแค พระพุทธบาท สระบุรี

มีกำหนดจะลงไปบันทึกภาพในถ้ำมหาสนุก ต.พุแค อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ประมาณช่วงปลายๆเดือนธันวาคมนี้ มีใครเพิ่งไปลงถ้ำนี้มาหรือเปล่าครับ ได้โปรดกรุณาเข้ามาพูดคุยกันหน่อย อยากสอบถามถึงสภาพภายในถ้ำว่าปัจจุบันนี้มีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง? มีโอกาสเจอโครงกระดูกมนุษย์หรือเปล่า?

ในอดีตเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผมเคยมีประสบการณ์ลงไปสำรวจถ้ำแห่งนี้ กับเพื่อนทีมสำรวจถ้ำอีก 3 ท่าน ล่าสุดก็เมื่อประมาณ 7 - 8 ปีที่แล้ว จึง
ก็ได้มีโอกาสลงไปอีกครั้งกับหลานๆ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ก็ไม่ได้ลงไปถ้ำนี้อีกเลย

ช่วงนี้มีเวลาว่างมากขึ้น เลยได้มีโอกาสทบทวนความทรงจำ เรียบเรียงเขียนเป็นบทความเฉพาะกิจเกี่ยวกับถ้ำนี้โดยเฉพาะ เพื่อเป็นไกด์นำทางให้กับนักท่องเที่ยวท่านอื่น ที่อยากจะลงไปเยี่ยมชมถ้ำแห่งนี้เช่นกัน จะได้เตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง เพราะถ้ำนี้ค่อนข้างซับซ้อนมาก จะพาลหลงทางเอาได้ง่ายๆครับ เลยตัดสินใจที่จะลงไปเก็บภาพสำคัญที่อยู่ภายในถ้ำ เพื่อนำมาใช้ประกอบการอธิบายในบทความให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นครับ
ความคิดเห็นที่ 1
แต่ถ้าหากใครอยากจะเสี่ยงลงไปท่องเที่ยวก่อน ก็ขอให้อ่านบทความนี้ไปพลางๆก่อนก็ได้ครับ "เอาจินตนาการไปก่อน ภาพประกอบจริงตามหลัง" บทความถูกแบ่งอธิบายเป็นตอนๆ รวมประมาณ 10 ตอน(กำลังทะยอยเขียนครับ)

1. ตอน บันทึกแสงใต้โลกกับถ้ำมหาสนุก
2. ตอน Unseen Thailand ติดแค่จมูกกรุงเทพ
3. ตอน ตำนานความเชื่อเรื่องจริงหรือโกหก
4. ตอน การอนุรักษ์บนเส้นทางการพัฒนา
5. ตอน ตัวละครตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่
6. ตอน การวางแผนและเตรียมอุปกรณ์ลงสำรวจถ้ำแบบมวยวัด
7. ตอน เริ่มต้นการผจญภัยใต้บาดาล
8. ตอน จะเลือกลงด้านขวาหรือมุดซ้ายดี
9. ตอน ผู้ถูกเลือก
10. ตอน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา

เริ่มตอนแรก
ตอน บันทึกแสงใต้โลกกับถ้ำมหาสนุก

บันทึกแสงใต้พื้นโลกกับ ถ้ำมหาสนุก ผจญภัยใต้บาดาล บททดสอบการถ่ายภาพใต้พื้นโลก เพื่อไขความลับ ตำนาน ความเชื่องคนรุ่นก่อน เกี่ยวกับถ้ำหินปูนที่งดงามและน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็แฝงไปด้วยปริศนาที่รอการมาพิสูจน์ ด้วย การค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ ลานดินเหนียว น้ำเจ็ดอ่าง ครกหินคนธรรพ์ เสาหินค้ำยันพสุธา และหินหึ่ง ที่เล่ากันว่าเคาะแล้วจะมีเสียงดังยิ่งกว่าระฆังของวัดพระพุทธบาทเสียอีก ย้อนร่องรอยอดีตและความทรงจำของโลกใต้บาดาลแห่งนี้ผ่านเลนส์ ใกล้กรุงเทพแค่ปลายจมูก นั่งรถหลับตื่นหนึ่งก็ถึงแล้ว เป็น Unseen Thailand อีกแห่งหนึ่ง ที่ควรค่าแก่การจดจำและอนุรักษ์เอาไว้ให้ลูกหลานได้ชื่นชมสืบต่อไป

ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงสว่างภายในถ้ำแห่งนี้ ลึกลงไปจากปากถ้ำ เส้นทางอันแสนคดเคี้ยวทอดยาวมุดต่ำลงไป จนดูคล้ายงูใหญ่กำลังเลื้อยลงไปสู่ปากพญายักษ์ที่นอนอ้าปากรองับเหยื่อที่หลงเข้าไป ถ้ำแห่งนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ สังเกตได้กหยดน้ำแต่ละหยด ที่ไหลผ่านร่องหินซึมแผ่กระจายไปตามผนังถ้ำ  ก่อนที่จะค่อยๆซึมอย่างเชื่องช้า ไหลหยดลงไปสู่ส่วนล่างของถ้ำ เกิดเป็นหินงอกหินย้อยที่มีความงดงามและแปลกตา เมื่อกระทบถูกแสงสว่างจะเกิดเป็นประกายระยิบระยับสวยงาม กระจายไปตามโพรงถ้ำเล็กๆ มากมาย ชวนให้เกิดความรู้สึกที่อยากจะผจญภัยและค้นหา ดั่งคล้ายกับได้หลุดเข้ามาสู่ห้องมหาสมบัติ ห่วงโซ่ชีวิตเล็กๆอันซับซ้อนหลายชนิด เกิดขึ้นและคงอยู่อย่างสงบนิ่ง ภายในอาณาจักรแห่งความลี้ลับและสวยงามแห่งนี้ จนชาวบ้านทั่วไปมักเรียกขานกันว่า ถ้ำมหาสนุก นั่นเอง
ตอบกลับความเห็นที่ 1
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 2
เริ่มตอนที่ 2
ตอน Unseen Thailand ติดแค่จมูกกรุงเทพ

ถ้ำมหาสนุกแห่งนี้ ถูกซ่อนตัวและอยู่สูงขึ้นไปบนเทือกเขาที่ตั้งอยู่ ในเขตหมู่ 8 บ้านหนองโคก ตำบลพุกร่าง อำเภอพระพุทธบาก จังหวัดสระบุรี ห่างจากตัวอำเภอพระพุทธบาท ประมาณ 5 กิโลเมตรเท่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาในละแวกนั้น ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานกับกรมศิลปากรแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2478

มีลักษณะเป็นถ้ำภูเขาหินปูน เหมือนกับถ้ำอีกหลายๆแห่งในเขตตำบลพุกร่างที่เชื่อมต่อกับเทือกเขาเรียงรายยาวไปจนถึงถ้ำนารายณ์(วัดเขาวง) ในเขตตำบลเขาวง ตามแนวเทือกเขาจะมีถ้ำใหญ่น้อยเรียงกันไป ที่สำคัญ ได้แก่ ถ้ำปลา ซึ่งสมัยก่อนชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ จะใช้วิธีดำน้ำเข้าไปโผล่หาปลาภายในถ้ำ  สำหรับถ้ำน้ำแห่งนี้ มีปลาที่อาศัยอยู่ภายในถ้ำจำนวนมาก ได้ออกมาแต่ละครั้งตัวโตมาก ในช่วงหน้าแล้งสามารถเดินไปตามแนวลำธารใต้ภูเขาได้เลย มีช่องระบายอากาศให้หายใจได้อยู่ตลอดเทือกเขา เชื่อกันว่าเส้นทางดังกล่าวสามารถเชื่อมทะลุไปจนถึงถ้ำมหาสนุกและผ่านเลยยาวไปตามแนวเทือกเขาที่อยู่ในแนวติดต่อกันได้ตลอด
ตอบกลับความเห็นที่ 2
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 3
เริ่มตอนที่ 3
ตำนานความเชื่อเรื่องจริงหรือโกหก

มีตำนานได้ถูกบันทึกในประวัติของอำเภอพระพุทธบาท ที่พูดเกี่ยวกับถ้ำมหาสนุกนี้เอาไว้ว่า เดิมทีมีพระภิกษุได้เดินธุดงค์มาเจอถ้ำนี้ เลยเข้าไปปักกลดอยู่บริเวณปากถ้ำ ตกกลางคืน ท่านก็นิมิตเห็น คนธรรพ์กำลังบดยาอายุวัฒนะ โดยนำน้ำที่อยู่ในอ่างเจ็ดใบมาเป็นส่วนประกอบปรุงเป็นยาอายุวัฒนะ ภายในถ้ำจะปรากฏลานดินเหนียวอยู่ตามโพรงหรือห้องต่างๆเต็มไปหมด มีแท่งหินประหลาด ลักษณะเป็นโขดหินสีดำอมน้ำตาล เมื่อเคาะจะมีเสียงดังกังวานไปทั้งถ้ำ พอรุ่งเช้า ท่านจึงตัดสินใจเข้าไปดูในถ้ำ ก็ได้พบสิ่งต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในนิมิตทุกประการ หลังจากได้เดินสำรวจต่อไปอีก ก็พบว่ามีช่องโพรงเป็นเหวลึกลงไปสู่เบื้องล่าง จึงได้ใช้เชือกเถาวัลย์(ที่ท่านทำเป็นเชือก)ผูกตัวและหย่อนตัวลงไปดู ก็ได้พบกับทางเดินของลำธารใต้ถ้ำเบื้องล่าง ลองเดินสำรวจไปเรื่อยดินไปเดินมาอีท่าไหนไม่ทราบได้ เล่ากันว่าท่านเดินเพลินไปหน่อย เลยเดินทะลุไปจนถึง วัด พนัญเชิงวรวิหาร ที่ จังหวัดอยุธยาโน่นเลย ใช้เวลานานจนผมบนศีรษะของท่านยาวปรกต้นคอ เขาเล่าจบไว้เพียงแค่ตรงนี้

แต่เส้นทางน้ำใต้ดินนั้น มีจริงแท้แน่นอน เพราะสมัยก่อนชาวอำเภอพระพุทธบาท เคยผลิตน้ำประปาใช้เลี้ยงคนทั้งอำเภอจากที่วัดโคกเลียบนี่แหละ ตาน้ำใต้ดินที่นี่ไหลแรงมาก ซึ่งวัดโคกเลียบก็ตั้งอยู่ในแนวลำธารน้ำใต้ภูเขาเช่นกัน ส่วนอีกแห่งก็คือแหล่งน้ำพุธรรมชาติที่พุ่งแรงมาก ซึ่งก็แอบอยู่ด้านล่างของปากถ้ำมหาสนุกนี้เอง ปัจจุบันถูกโรงปูนที่รับสัมปทานแถวนั้น ถมปิดตาน้ำเสียสนิท(น้ำเลยแห้งหายไป) คนเก่าแก่แถวนั้นได้เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนหากใครเดินตากแดดมาร้อนๆมาถึงตรงบริเวณตาน้ำพุแห่งนี้ละก้อ หายร้อนเป็นปลิดทิ้งทันที เพราะจะรู้สึกเย็นสบายตัวเหมือนอยู่ในห้องติดแอร์กันล่ะ

ด้วยความที่ถ้ำแห่งนี้มีสลับซับซ้อนมาก มีช่อง,โพรง ให้มุดลอดหรือเดินทะลุไปได้หลายเส้นทางมาก ห้องแต่ละห้องมีความงดงามแปลกตา ทำให้ผู้พบเห็น รู้สึกสนุกเพราะตื่นตาตื่นใจกับห้องที่ถูกจัดแต่งไว้โดยธรรมชาติ จนบางครั้งทำให้จำไม่ได้ ว่าเข้ามาทางไหนกันแน่  ดังนั้น ชาวบ้านแถวนั้นเลยเรียกกันว่า ถ้ำมหาสนุก  ถ้ำแห่งนี้มีความลึก สวยงามและซับซ้อนมาก การลงไปเที่ยวชมถ้ำคนเดียวตามลำพัง ค่อนข้างเสี่ยงต่อการหลงทางและอาจหาทางออกไม่เจอได้ จำเป็นต้องมีคนที่รู้เส้นทางไปด้วย เพราะเส้นทางบางเส้นทาง นำเราไปสู่เหวลึก บางเส้นทางนำเราย้อนกลับมาที่เดิม พอเดินวนเวียนกลับไปกลับมาสัก 2 3 รอบ ก็จะหลงทางจนหาเลขที่บ้านไม่ถูกแน่นอน เพราะแต่ละแห่งมันคล้ายๆกันไปหมด
ตอบกลับความเห็นที่ 3
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 4
เริ่มตอนที่ 4
การอนุรักษ์บนเส้นทางการพัฒนา

แต่ถ้ำมหาสนุกแห่งนี้ ก็หวุดหวิดเกือบจะโดนระเบิดทำลาย จากการได้รับสัมปทานระเบิดหินของโรงปูนแห่งหนึ่งไปแล้ว ดีที่ตอนนั้น มีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ในถ้ำ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอำเภอพระพุทธบาท แห่กันลงไปดูด้วยตาเป็นจำนวนมาก หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเกือบทุกฉบับพร้อมใจกัน ตีข่าวโด่งดังไปทั่วยาวนานเป็นสัปดาห์ ไม่เว้นแม้แต่รายการทีวี ท้าพิสูจน์ (สมัยที่มีคุณใหม่ นัฏฐา ลอยด์กับคุณฐาปกรณ์ ดิษยนันทน์เป็นพิธีกรคู่กัน) ก็ยังส่งคนมาถ่ายทำรายการด้วยกับเค้าเหมือนกัน ถ้ำมหาสนุกแห่งนี้ก็เลยรอดพ้นจากการถูกระเบิดทายอย่างฉิวเฉียด เพราะตอนนั้นโรงปูนดังกล่าว ตัดถนนขึ้นมาจ่อเกือบจะถึงบริเวณปากของถ้ำอยู่แล้ว เลยรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ทีเดียว ภายหลังทางโรงปูนทราบว่าเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากรไว้แล้ว ก็เลยย้ายการระเบิดหินไปที่อื่น พร้อมส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์สืบไป ชาวบ้านบางส่วนที่ได้รับผลกระทบก็ถูกรับเข้าไปทำงานในโรงปูนนั่นแหละ สรุปว่า ก็จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งดี เป็นครั้งแรกที่เคยเห็น ว่าการพัฒนากับการอนุรักษ์ไปด้วยกันได้ ไม่มีผู้พ่ายแพ้ มีแต่ผู้ชนะ... Win Win  ไม่งั้นผู้เขียนกับทีมนักสำรวจถ้ำอีก 3 ชีวิต คงไม่ได้มีโอกาสมาเล่าเรื่องให้ท่านทั้งหลายทราบแน่ เพราะช่วงนั้น..แถวนี้ออกแนวอิทธิพลมืดกำลังพีคสุดๆ ถือว่าโชคดีมาก ก็ดันไปมีส่วนปลุกเร้าให้ชาวอำเภอพระพุทธบาทเรียกร้องให้มีการอนุรักษ์ถ้ำแห่งนี้โดยไม่ตั้งใจ ช่วงนั้นโด่งดังเหมือนดาราเลย มีนัดขอสัมภาษณ์อยู่แบบทุกวัน งานการแทบไม่ได้ทำกัน โชคดีที่ผู้บังคับบัญชาสมัยนั้นท่านเข้าใจและการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในอนุรักษ์ต่อไป เลยไร้ปัญหา ปัจจุบันท่านเกษียณราชการแล้ว ที่ผ่านมาท่านน่ารักมาก หากมีโอกาสเหมาะๆ คงได้มีไปกราบขอบพระคุณท่านอีกครั้ง
ตอบกลับความเห็นที่ 4
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 5
เริ่มตอนที่ 5
ตัวละครตำนานที่ยังมีลมหายใจอยู่

คณะนักสำรวจหลักของเรา มีทั้งสิ้น 4 คน ได้แก่ พี่ชายคนโตท่านมหาดำรงค์(ตัวสูง)เคยผ่านการบวชเรียนมาก่อน พี่คนรอง(ผู้เขียนเอง เคยแต่เบียดเรียนยังไม่เคยมีโอกาสได้บวชเรียนเลย) น้องยักษ์(ตัวใหญ่แต่หล่อเข้มคิ้วดก) น้องแปร(เท่ห์ทุกอิริยาบถ) เป็นกลุ่มเพื่อนนักวิชาการเล็กๆ สอบบรรจุมาทำงานพร้อมกัน รักกันเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน ทุกวันหยุด หากไม่ตงานสำคัญอะไร พวกเราก็จะชวนกันไปตระเวนท่องเที่ยวปีนเขาและสำรวจถ้ำผจญภัยกัน แต่ที่ชอบที่สุดก็คือ การลงสำรวจถ้ำ โดยกำหนดเลือกถ้ำที่ใกล้กับที่ทำงานหน่อย มีตำนานที่น่าสนใจพอที่จะกระตุ้นต่อมอยากรู้ได้เป็นอย่างดี มีการหาข้อมูลและสอบถามคนเก่าแก่ในพื้นที่ โชคที่มีลุงยามที่พวกเราเคารพนับถือ ทำงานอยู่ที่เดียวกัน เล่าให้ฟังว่าว่า มีถ้ำที่เป็นตำนานลึกลับซับซ้อนและสวยงามมาก อยู่แถวๆบนที่แกอาศัยอยู่ ชื่อว่า ถ้ำมหาสนุก ถามว่าพวกเราสนใจที่จะลงไปสำรวจกันไหม พวกเราตกลงใจทันทีที่จะลงสำรวจถ้ำนี้ เพราะได้เคยค้นประวัติตำนานถ้ำแห่งนี้มาบ้างแล้ว เลยเป็นที่มาของการลงสำรวจถ้ำแห่งนี้ หลังจากเตรียมเสบียงและอุปกรณ์ที่ใช้ลงถ้ำเสร็จ พอถึงวันหยุดราชการ พวกเราก็เริ่มเดินทางเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายทันที
ตอบกลับความเห็นที่ 5
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 6
เริ่มตอนที่ 6
การวางแผนและเตรียมอุปกรณ์ลงสำรวจถ้ำแบบมวยวัด

พวกเราวางแผนที่จะลงถ้ำมหาสนุกแห่งนี้ ประมาณช่วงปลายฝนต้นหนาว เพื่อที่จะเลี่ยงความยากลำบากในการลงถ้ำ เพราะถ้าเป็นหน้าฝน เส้นทางเดินในถ้ำจะลื่นและอันตรายมากเกินไป โดยเฉพาะเส้นทางเดินขึ้นสู่ปากถ้ำจะรกไปด้วยวัชพืชและสัตว์เลื้อยคลานมีพิษบางประเภท นอกจากนั้นยังต้องเลือกวันที่โรงปูนหยุดการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อความปลอดภัยของทีมสำรวจถ้ำของเรา เท่าที่ได้ข้อมูลมา ทราบว่าโรงปูนจะหยุดระเบิดหินเฉพาะในวันอาทิตย์
 
สำหรับการจัดการและเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น ได้แก่ ชุดเสื้อผ้า-รองเท้าที่สวมใส่ที่เหมาะสม,เป้สะพาย(บรรจุสิ่งของที่จำเป็น),มีดเดินป่า,หมวกนิรภัย,ถุงมือ,เชือกสำหรับโรยตัว,ไฟฉายพร้อมถ่านสำรอง,ไฟสปอร์ตไลท์กำลังสูง,เทียนไขพร้อมไฟแช็ค,กล้องฟิล์มถ่ายรูป,เข็มทิศ,เชือกสายสิญจน์กันหลงทาง,อาหารเที่ยงใช้รับประทานในถ้ำ,อาหารสำรองฉุกเฉิน(มาม่า),น้ำดื่ม,,ยาและชุดปฐมพยาบาล,สมุดพกพร้อมปากกา,ธูปสำหรับขอขมาสิ่งลี้ลับ, เป็นต้น

ติดต่อคนในพื้นที่ที่เป็นญาติกับลุงยาม เพื่อความไม่ประมาท หากเกิดเรื่องสุดวิสัยที่เราคาดไม่ถึง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง ทุกอย่างพร้อมแล้ว สำหรับการผจญภัยของทีมสำรวจถ้ำของเรา
ตอบกลับความเห็นที่ 6
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 7
เริ่มตอนที่ 7
เริ่มต้นการผจญภัยใต้บาดาล

เส้นทางที่จะเข้าสู่ถ้ำแห่งนี้ เดิมทีมีสำนักสงฆ์ตั้งอยู่บริเวณปากถ้ำ (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) จะมีบันไดปูนทอดยาวเป็นทางเดินขึ้นสู่ปากถ้ำ เราจำเป็นต้องใช้วิธีเดินเท้าขึ้นไป ใช้เวลาประมาณ 20 - 25 นาที ก่อนจะถึงปากถ้ำ จะมีจุดพักชมวิวที่สวยงามมาก มองเห็นด้านล่างได้อย่างชัดเจน ช่วยพักเหนื่อยได้เป็นอย่างดี สำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ ถ้าไม่ฟิดร่างกายมาบ้าง กว่าจะเดินถึงปากถ้ำก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน พอเหงื่อเริ่มซึมได้ไม่นานนัก เราก็สามารถเดินถึงปากถ้ำได้แล้ว ถ้าสังเกตให้ดีตรงบริเวณเหนือปากถ้ำเล็กน้อย จะปรากฏรอยจารึก พระปรมาภิไธย คำว่า จปร. ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เมื่อเราเดินเข้าไปภายในบริเวณปากถ้ำ ก็จะพบเทวรูป ตั้งอห้เราได้กราบไหว้ขอพร เพื่อเป็นศิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจที่ดีเยี่ยม ก่อนลงไปเที่ยวชมถ้ำ ขอแนะนำว่าควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมาคนที่ไม่สนใจเรื่องแบบนี้ ลงไปแล้วหลงทางและหาทางขึ้นมาไม่ได้เกือบ 3 วันนะจะบอกให้ ยังดีที่มีคนลงไปช่วยกลับขึ้นมา ไม่งั้นคงได้อยู่ข้างล่างอย่างถาวรแน่นอน เลี่ยงการพูดท้าทายสิ่งที่ไม่มีตัวแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง ไม่เป็นผลดีกับตัวเราเลย ต้องเข้าใจนะว่า ถิ่นใครถิ่นมัน ถ้าเคยเข้าไปเที่ยวป่าดิบๆคงรู้นะว่าอาถรรพ์ป่าเป็นอย่างไร?รุนแรงแค่ไหน? สำหรับถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่ในเทือกเขาในป่า เป็นถ้ำที่มีชีวิตมีพลังที่น่าทึ่ง ดังนั้น ถ้ำบวกป่าเฮี้ยนเป็น 2 เท่า ที่สำคัญยิ่งเป็นสถานที่ล้นเกล้า รัชกาลที่ 5 เคยมาประทับพักผ่อนกับข้าราชบริพารเหนือถ้ำแห่งนี้ด้วยแล้ว คงนึกออกนะว่า น่าจะเป็นอย่างไร? ถ้าหากแสดงการลบหลู่สถานที่แห่งนี้ การเตือนแบบนี้ไม่ได้ต้องการให้หวาดกลัว แต่ผู้เขียนเคยประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเอง เมื่อครั้งล่าสุดที่ได้พาหลานๆมาเยี่ยมถ้ำแห่งนี้ ด้วยความคึกคะนองของวัยรุ่น ทำให้เวลาตอนที่จะกลับขึ้นมาบนปากถ้ำ แต่ก็หาทางออกไม่เจอ ทั้งๆที่ผู้เขียนคุ้นเคยกับเส้นทางในถ้ำนี้เป็นอย่างดี ต้องขอขมาลาโทษเจ้าที่เจ้าทางก่อน เส้นทางจึงเปิดให้พวกเราออกมาได้ ทราบไหมว่า พอออกมาถึงปากถ้ำ เห็นดาวเต็มท้องฟ้าเลย วันนั้นออกมาถึงก็ปาไป ประมาณ 2 ทุ่มเลยล่ะ เราเตือนคุณแล้วนะ
ตอบกลับความเห็นที่ 7
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 8
เริ่มตอนที่ 8
จะเลือกลงด้านขวาหรือมุดซ้ายดี

บริเวณปากถ้ำด้านใน จะมีทางลงถ้ำอยู่ 2 ด้านคือ ทางขวามือและทางซ้ายมือ ถ้าเราเริ่มจากทางขวามือ ก็จะนำเราเดินวนลงสู่ช่องเหวลึกเบื้องล่าง มีทางเดียวก็คือ ต้องใช้เชือกหย่อนตัวลงสู่เบื้องล่างสถานเดียวเท่านั้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเส้นลงสู่ลำธารใต้ถ้ำตามที่ตำนานเล่าเอาไว้ สมัยนั้น(ประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว) อุปกรณ์สำหรับช่วยในการลงสำรวจเหวลึกในถ้ำ ที่เหมาะสมไม่คอยมีให้เลือกใช้ได้เท่าไหร่นัก ทีมนักสำรวจถ้ำแบบมวยวัดอย่างพวกเรา  จึงต้องยุติการสำรวจไว้ก่อน อีกอย่างก็คือ ทุกคนล้วนมีงานประจำต้องทำ มีเวลาค่อนข้างจำกัดและน้อยเกินไป เพราะลงถ้ำได้สัปดาห์ละ1 วันเท่านั้นคือ วันอาทิตย์(โรงปูนหยุดระเบิดหิน) จวบจนถึงปัจจุบันนี้ เราก็ยังไม่เคยได้ลงไปสำรวจเหวลึกด้านนี้อีกเลย สำหรับน้ำเจ็ดอ่าง พวกเราพบอยู่เยื้องขึ้นมาด้านบนจากตำแหน่งช่องเหวลึก  มีลักษณะเป็นอ่างน้ำธรรมชาติที่มีความใสเหมือนตาตั๊กแตน นับได้เจ็ดอ่างเหมือนกับตำนานว่าเอาไว้เลย สมัยก่อนเชื่อกันว่า ถ้านำไปดื่มรักษาโรคดีนักแล รวมทั้งใช้เป็นส่วนผสมกับยาอายุวัฒนะด้วย ถ้าไม่ติดว่าเป็นอ่างน้ำที่คนเคารพนับถือกัน ผู้เขียนคงได้ลงไปนอนแช่ให้สบายตัวสักหน่อย (ปกติยังไม่เคยลงอ่างจริงๆสักที แค่อยากจะลองดูบ้างก็เท่านั้น)

ย้อนกลับมาลงด้านซ้ายมือ จะมีช่องทางให้ปีนลงตามชั้นของโขดหิน สักพักก็ปรากฏช่องประตูหินธรรมชาติ ตั้งตระหง่านรอรับอาคันตุกะที่ลงมาเยี่ยมเยียนอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนทอดตัวโค้งลงสู่เบื้องล่าง และจากประตูหินลงไป เราสามารถเดินลงไปค่อนข้างสบาย ไม่ต้องปีนป่ายอะไร เพราะมีขั้นบันไดหินเรียงรายเป็นทางเดินวนลงสู่เบื้องล่าง พอพ้นระยะของบันไดหิน ก็จะเจอกับห้องคล้ายท้องพระโรงขนาดใหญ่ ประมาณโดยสายตาคร่าวๆ น่าจะจุคนได้สัก 300 - 400 คนได้อย่างสบายมาก หยุงพักเพื่อถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์มอัตโนมัติแบบโบราณ(จริงๆ) เพราะถ่ายเสร็จต้องเอาไปล้างที่ร้านก่อนถึงจะรู้ว่ามันจะชัดหรือเบลอแค่ไหน บริเวณในห้องนี้เราพบครกหินในตำนาน แต่หาสากที่ใช้ตำไม่เจอ ไม่รู้ว่าไปซ่อนที่แห่งหนไหนกัน

พอสำรวจจนพอใจ เราก็เริ่มไปต่อ โดยเริ่มค้นหาช่องทางลงสู่เบื้องล่างต่อไป แต่จากจุดตำแหน่งนี้เป็นต้นไป เราเริ่มพบว่า มีความซับซ้อนของเป้าหมายที่จะไปต่อเข้าแล้ว เพราะมันมีหลายช่องหลายโพรงเหลือเกิน บางแห่งไปสุดที่ทางขาด บางแห่งย้อนกลับมาที่เดิม ดูมันคล้ายๆกันหมด เส้นทางวกไปวกมาเหมือนเขาวงกต ถ้าไม่สังเกตให้ดีจะไปต่อไม่ได้เลย แต่การแบ่งหน้าที่กันสำรวจโดยละเอียด จึงพบว่า มันจะมีทางลาดต่ำแคบลงไปแล้วหักมุมเลี้ยวลงสู่เบื้องล่าง มองดูเหมือนช่องมันตัน แต่มันไปต่อได้ (หลอกสายตาเราซะงั้น) เชือกสายสิญจน์นำทางเริ่มมีความจำเป็น ก็ตรงจุดตำแหน่งบริเวณนี่แหละ ใครจะมุดไปสำรวจรูไหน โพรงไหน ก็ตามสบาย แต่หากมีอะไรต้องการความช่วยเหลือ ก็ใช้วิธีกระตุกเชือกสายสิญจน์ให้สัญญาณกัน ใครที่อยู่ใกล้สุดก็จะไปช่วยเหลือได้ทันที การใช้เสียงเรียกหากันในถ้ำไม่ค่อยจะได้ผลเลย แค่เลี้ยวมุมนิดเดียวก็ไม่ได้ยินเสียงแล้ว ขนาดตะโกนเรียกกันดังๆแล้ว ก็ไม่ได้ยินเสียงเลย ดังนั้น พวกเราจึงเลือกมาใช้วิธีกระตุกเชือกสายสิญจน์ให้สัญญาณกัน ไม่ต้องกลัวสายสิญจน์จะขาด เพราะเหนียวยืดหยุ่นดีมากเลย(มีเส้นย่อยตั้งหลายเส้น) ยิ่งโดนความชื้นหรือสัมผัสดินเหนียวด้วยแล้ว เหนียวสุดยอดมากเลย ราคาถูกด้วย

หลังพบเส้นทางที่ไปต่อได้ ทีมสำรวจถ้ำของเราก็เริ่มเดินหน้ากันต่อไป เส้นทางพาพวกเรามุดวนลึกลงไป จนในที่สุดก็ไปสิ้นสุดกับปากเหวดักหน้าพวกเราอยู่ ส่องไฟฉายนำสายตา พบว่าเหวนี้มีความลึก ประมาณ 4 5 เมตรเท่านั้น มีลักษณะแคบเป็นหลุมทรงกลมลึกลงไป คราวนี้จำเป็นต้องเสีแล้ว เนื่องจากเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะรู้ว่าจะมีเส้นทางไปได้ต่อหรือไม่ หลังจากปรึกษากับทีมนักสำรวจถ้ำของเรา เห็นควรไปต่อ การเดินทางต่อก็เริ่มขึ้น เพื่อนคนที่ตัวสูงที่สุด และมีความกล้าหาญที่สุดเป็นทัพหน้า ใช้เชือกป่านเส้นใหญ่ที่เตรียมไปด้วย มัดคล้องกับโขดหินสำหรับโรยตัวลงสู่ก้นเหว เพื่อสำรวจหาทางปีนขึ้นไปอีกฝั่งหนึ่ง หลังจากโรยตัวลงไปจนครบทุกคน(ผู้เขียนคนสุดท้าย เพราะตัวเล็กและขี้กลัวความลึกที่สุด) หลังจากช่วยกันค้นหา ในที่สุดก็พบเส้นทางดังกล่าว อยู่ตรงข้ามเยื้องมาทางซ้ายนิดหนึ่ง แต่ก็มีปัญหาว่าเราจะเอาเชือกป่านอีกเส้นไปคล้องบนชะง่อนหินด้านบนได้อย่างไร สักพักใหญ่หลังจากได้นั่งพักผ่อนพอหายเหนื่อย เพื่อนในทีมนักสำรวจของเรา ขออาสาใช้เชือกเหวี่ยงโยนขึ้นไปคล้องโขดหินด้านบนแบบคาวบอย เห็นบอกว่าถนัดนักหนา มาทราบภายหลังว่า ที่บอกว่าถนัดก็คือ ถนัดในการคล้องคอกิ้งก่า(กะปอม)แถวบ้านเกิด คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นคนภาคไหน ในที่สุดทีมสำรวจถ้ำของเรา ก็สามารถผ่านเหวแห่งนี้ไปได้ในที่สุด

จากทางเดินด้านบนปากเหวที่เพิ่งปีนขึ้นมา พาพวกเราไปสู่ ลานดินเหนียว ซึ่งอยู่ภายในโพรงถ้ำ ขนาด 6 8 ตารางเมตร โพรงที่เราเข้าไปค่อนข้างใหญ่พอสมควร จะพบกับพระพุทธรูปดินเหนียวปั้นตั้งอยู่ ใกล้ๆกันมีน้ำหินปูนหยดลงมาเป็นรูปเจดีย์ เต็มไปหมด จุดนี้เป็นตำแหน่งที่พวกเราหยุดพักรับประทานอาหารเที่ยง ก้มลงตรวจสอบเวลาพบว่า เราใช้เวลาจากปากถ้ำจนกระทั่งถึงจุดนี้ ประมาณ 3 ชั่วโมง อากาศในห้องดินเหนียวนี้ เย็นสบายเหมือนติดแอร์ ทุกคนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลย
ตอบกลับความเห็นที่ 8
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 9
รอชมภาพละกันครับ
ตอบกลับความเห็นที่ 9
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 10
น่าสนใจครับ


พุแคใกล้แค่นี้เอง แถวนั้นมีถ้ำน่าสนใจหลายถ้ำนะ
ตอบกลับความเห็นที่ 10
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 11
ลงชื่อ รออ่านครับ
ตอบกลับความเห็นที่ 11
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 12
เริ่มตอนที่ 9
ผู้ถูกเลือก

ไคลแม็กซ์สำคัญ คงอยู่ที่การได้พบกับโครงกระดูกมนุษย์ที่นอนสงบนิ่งอยู่บนพื้นดินเหนียวในโพรงๆหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดที่พวกเราหยุดพักรับประทานอาหารกันไม่ไกลมากนัก แต่เส้นทางที่จะนำไปสู่โพรงดังกล่าว มันซ่อนตัวเองอย่างมิดชิด หลบสายตานักท่องเที่ยวมาเนิ่นนานหลายปีแล้ว ใช้สายตาดูอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องใช้ sixth sense หรือเซ้นท์พิเศษเฉพาะตัวด้วย(ว่าเข้าไปโน่น) หลังจากพักผ่อนจนพละกำลังกลับคืนมาแล้ว พวกเราจึงนั่งพูดคุยและปรึกษากันว่า จะกลับขึ้นไปหรือสำรวจต่อ สุดท้ายสรุปว่า ให้ไปต่อ โดยให้ช่วยกันค้นหาเส้นทางไปต่อ กำหนดในรัศมีโดยรอบ 360 องศา โดยใช้เส้นเชือกจากด้ายสายสิญจน์ ผูกที่เอวเพื่อป้องกันการหลงทางและให้กระตุกเส้นเชือกเมื่อมีเหตุอันไม่คาดฝันเกิดขึ้น(เป็นระบบนิรภัยที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดที่คิดได้ในตอนนั้น)

ด้วยผู้เขียนตัวผอมเล็กกว่าทุกคน จึงเลือก่จะสำรวจช่องโพรงที่มีขนาดไม่ใหญ่หรือกว้างมากนัก โดยเฉพาะตำแหน่งที่อยู่ในที่ลับตาคน เดินสำรวจค้นหาไปได้สักพักหนึ่ง สายตาก็ไปสะดุดกับช่องโพรงๆหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ มีขนาดพอดีตัวของผู้เขียนสามารถที่จะลอดเข้าไปได้ ความรู้สึกในขณะนั้นบอกว่า มันเป็นช่องโพรงที่แปลกและแตกต่างจากช่องโพรงอื่นๆในบริเวณนั้น ยิ่งอยู่ใกล้ปากช่องโพรงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกอยากมุดเข้าไปมากขึ้นเท่านั้น เลยตัดสินใจหย่อนคลายม้วนเส้นเชือกสายสิญจน์ที่อยู่กับตัว มุดเข้าไปช่องโพรงนั้นทันที แม้จะหวั่นๆใจอยู่บ้าง เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่า ภายในช่องโพรงที่กำลังมุดเข้าไป ผู้เขียนจะต้องไปพบเจอกับอะไรกันบ้าง เอาล่ะ! ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เป็นไรเป็นกัน เกิดหนเดียวตายหนเดียวอยู่แล้ว(แต่ถ้าไปเจอกับอะไรที่ตูไม่ชอบจะทำยังไงดีหว่า?) ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มีมากกว่าความกลัว ผลักดันให้รีบคลานกระดืบๆเข้าไปในโพรงอย่างไรอช้า พอเข้าไปถึงด้านในของช่องโพรงดังกล่าว ก็พบว่าเป็นห้องโพรงหินที่มีลักษณะทรงกลม มีพื้นด้านล่างเป็นดินเหนียวที่ละเอียดมาก กระจายเต็มพื้นที่ของห้องโพรงหินทั้งหมด ผู้เขียนเอาขึ้นมาขยี้ด้วยนิ้วมือดู พบว่าละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันเลย แต่ภายหลังเพิ่งมาทราบว่า เป็นดินเหนียวที่เขาเรียกว่า ผงอิทธิเจ เป็น 1 ใน 5 ถ้ำที่เกจิชื่อดังมานำเอาไปสร้างพระเครื่องนั่นเอง มีร่องรอยของหินงอกหินย้อยที่หักตกลงมาพื้นดินเหนียว ปลายแหลมบางส่วนที่หักเสียบจมลงไปในเนื้อดินเหนียว มองเห็นแล้วรู้สึกเสียดายจังเลย กว่าจะเกิดเป็นหินงอกหินย้อยแต่ละยอด อาจใช้เวลานานนับร้อยนับพันปี แต่เพียงชั่วข้ามคืนก็อาจราบพณาสูรไปหมด สาเหตุก็คงเกิดจากแรงสะเทือนของการระเบิดหินนั้นเอง จึงมีสภาพอย่างที่เห็น
ตอบกลับความเห็นที่ 12
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 13
เดินถัดเข้าไปด้านตรงข้ามเยื้องมาทางขวามือนิดหนึ่ง ก็พบกับช่องหินแคบๆ ขนาดคนตัวเล็กๆเบี่ยงตัวแทรกผ่านเข้าไปได้ ตรงกลางมีโขดหินตั้งโด่เป็นเสาสูง คะเนด้วยสายตาคงราวๆเกือบ 1.7 1.8 เมตร กั้นตรงกลางช่องทางเข้าไว้ คล้ายช่องบันไดเลื่อนตามห้างสรรพสินค้าที่มีเสาตั้งโด่ขวางไม่ให้รถเข็นผ่านไปได้ แต่ช่องตรงนี้แคบมากกว่าเยอะ สรุปว่าถ้าจะเข้าไปก็จะต้องปีนข้ามเข้าไปสถานเดียวเท่านั้น ผู้เขียนเลือกที่จะปีนข้ามเข้าไป สองมือโน้มจับช่วงบนของโขดหิน เท้าข้างหนึ่งเหยียบตรงปุ่มด้านล่างของโขดหิน ส่วนอีกข้างป่ายขึ้นเหยียบปุ่มตรงขอบผนังทางเข้าสลับไปสลับมา ก่อนที่จะโยนตัวขึ้นสู่ด้านบนของขอบช่องทางเข้า เมื่อปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนโขดหินได้แล้ว ก็ค่อยๆไต่มาทางซ้ายมือ ซึ่งมีลักษณะเป็นขอบกำแพงแคบๆทอดยาวไปตามขอบผนังถ้ำด้านบน(แนวเดียวกับโขดหิน) สามารถนั่งยองๆหรือนั่งห้อยขาได้สบายมาก แสงสว่างจากเทียนเข้าพรรษาเล่มใหญ่ ช่วยให้สามารถเห็นผนังห้องที่ประกอบไปด้วยโขดหินรูปทรงต่างๆ มีสีสันหลากหลาย ดูแล้วสวยงามแปลกตา คล้ายกับห้องประกอบพิธีกรรมอะไรสักอย่างมากกว่า บางส่วนมีรูปร่างเป็นเหมือนน้ำตาเทียนสีขาวกำลังไหลย้อยลงมา บางส่วนมีรูปร่างเป็นภาพพานพุ่มเครื่องราชสักการะ ที่เคยเห็นในงานพิธีที่สำคัญๆ บางส่วนก็ดูคล้ายภาพจิตรกรฝาผนังตามวัดต่าเขียนจึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งพบเห็นมาก  

ขณะที่กำลังนั่งดูภาพตรงหน้าเพลินๆอยู่นั้น ความคิดแปลกๆก็แว๊บโผล่ขึ้นมา เอ! ถ้าเราสำรวจดูดีๆ อาจจะฟลุกเจอขุมทรัพย์อะไรเข้าสักอย่างก็ได้นะ  ทำนองขุมทรัพย์โจรสลัดในถ้ำอะไรทำนองนั้น เลยตัดสินใจล้วงเอาไฟฉายสปอร์ทไลท์กำลังไฟสว่างมากๆ สามารถมองเห็นได้ทั่วบริเวณห้อง จากกระเป๋าเป้สะพายหลัง พอแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณห้อง โอ้! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด สายตาผู้เขียนเหลือบมองไปเห็นโครงกระดูกมนุษย์ นอนขาวโพลนสงบนิ่งอยู่บนพื้นดินเหนียวบริเวณกลางห้องอย่างชัดเจน เต็มๆทั้งสองตาเลย เท่านั้นแหละ สติที่มีอยู่ขาดผลึงไปชั่วขณะหนึ่ง ตัวแข็งนั่งบื้อไปเลย ยอมรับว่าตอนนั้นผู้เขียนกลัวมากเลย สักพักใหญ่ๆพอตั้งสติได้ สิ่งที่นึกถึงก็คือเพื่อนที่มาด้วย มือที่เย็นเฉียบก็เริ่มกระตุกเชือกสายสิญจน์ถี่ๆเรียกเพื่อนทันที สักพักเพื่อนๆทีมสำรวจถ้ำทั้งหมด ก็ปีนขึ้นมาถึง ทุกคนมีสีหน้าเลิกลั่ก ละลำละลักถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผู้เขียนยังพูดอะไรไม่ออก มีแต่นิ้วเท่านั้นที่ชี้บอกให้ทุกคนมองดูที่ตำแหน่งของโครงกระดูกที่นอนสงบนิ่งอยู่ พร้อมกับค่อยๆปีนถอยกลับลงมาอย่างเงียบๆ พอทุกเริ่มเห็นโครงกระดูกที่นอนอยู่บนพื้นดินเหนียวได้อย่างชัดเจน หนึ่งในสามคนไม่แน่ใจว่าใคร ตะโกนออกมา ผีหลอก เท่านั้นแหลหมือนเป็นการให้สัญญาณเป่านกหวีด  ทุกคนต่างมุดออกจากโพรงนั้นอย่างรวดเร็ว ใช้เวลากลับขึ้นสู่ปากถ้ำด้านบน เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้นเอง ผู้เขียนขึ้นถึงปากถ้ำเป็นคนแรกสุด หันกลับมาดู ก็พบว่าท่านมหาดำรงค์ของเราอยู่ด้านหลังผู้เขียนแล้ว(เคยบวชเรียนมาแท้ๆก็ยังกลัวผีเหมือนกับเราได้ โธ่เอ๊ย! เวรกรรม) ส่วนน้องชายทั้งสองคนก็ตามหลังท่านมหาของเราออกมาติดๆ ได้ยินเสียงตะโกนต่อว่าดังๆว่า ไม่เห็นรอกันบ้างเลยนะ ผู้เขียนคิดในใจ เรื่องอย่างนี้มันรอกันได้ที่ไหนกันล่ะ ตัวใครตัวมันกันก่อนล่ะน้องเอ๊ย ในภาวะตกใจสุดขีด พวกเราทำสถิติเวลาในการขึ้นสู่ปากถ้ำได้อย่างรวดเร็วปานลมพัดจริงๆ แค่ 30 นาทีพอดีไม่ขาดไม่เกิน ปกติขึ้นลงธรรมดาเร็วสุดก็ประมาณ 3 ชั่วโมง(ลง 1.5 ชั่วโมง ขึ้น 1.5 ชั่วโมง) ไม่รู้ทำไปได้ยังไง ไม่พลาดตกเหวคอหักใจตายก็บุญโขแล้ว แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ก็เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น กลับทำให้พวกเราค้นพบเส้นทางลัดเส้นใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเจอมาก่อน ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องลำบากปีนลงไปในเหวให้หวาดเสียวเล่นอีกแล้ว ช่วยลดเวลาในการลงถ้ำได้มากกว่าเดิม เป็นผลดีกับพวกเราอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว
ตอบกลับความเห็นที่ 13
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 14
หลังจากนั้นอีกหลายวัน กว่าพวกเราจะตัดสินใจกลับลงไปเก็บถ่ายภาพอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มั่นใจมากขึ้น เพราะแต่ละคนมีพระเครื่องห้อยคอครบกันทุกคน รวมทั้งมีสมาชิกไปร่วมทางด้วยหลายท่าน หลังจากกลับขึ้นมา พวกเรานำฟิล์มไปล้างและอัดเป็นภาพออกมาเป็นอัลบั้ม 1 ชุด ที่ร้านในตัวอำเภอ เจ้าของร้านถ่ายรูป ถามพวกเราว่าถ่ายมาจากถ้ำที่ไหนกัน? และขอสำเนาภาพถ่ายของเราไป 1 ชุด ซึ่งเราก็ไม่ขัดข้องแต่ประการใด ก่อนกลับก็ไม่ลืมที่จะบอกว่า พวกเราถ่ายมาจากถ้ำมหาสนุก หลังจากนั้นไม่กี่วันถัดมา ข่าวได้แพร่สะพัดไปทั่วตัวอำเภอพระพุทธบาทอย่างรวดเร็ว  ใครต่อใครที่รู้จักต่างมาสอบถาม บ้างก็มาติดต่อขอให้พาไปลงไปดูหน่อย บ้างก็ขอให้เรียบเรียงเรื่องราว เพื่อนำไปเผยแพร่ในวารสาร บ้างก็ขอมาดูภาพ ในที่สุดก็ไปถึงหูนักข่าวท้องถิ่น หนังสือพิมพ์หัวสีระดับประทศแทบทุกฉบับ ก็ได้ทยอยนำไปลงข่าวโด่งดังยาวนานเป็นสัปดาห์ จนกระทั่งมีทีมงานรายการทีวีที่รู้จักกันดีในสมัยนั้นก็คือ รายการท้าพิสูจน์ ติดต่อให้พวกเราพาลงไปถ่ายทำรายการภายในถ้ำอีกครั้ง ก่อนจะมีการแพร่ภาพทางทีวีไปทั่วประเทศ
ตอบกลับความเห็นที่ 14
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 15
เริ่มตอนที่ 10
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา
 
ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยได้ยินว่า ใครที่เคยเข้ามาเที่ยวชมถ้ำแห่งนี้ เคยพบเห็นโครงกระดูกมนุษย์ในถ้ำนี้มาก่อนเลย ทีมสำรวจเราจึงเป็นกลุ่มแรกที่ค้นพบโครงกระดูกนี้ กะความยาวจากศีรษะจนถึงปลายเท้าโดยประมาณ ราวๆ 1.90  เมตร ไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน? ภายหลังพวกเราและผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานเราได้นำคณะของนายอำเภอ ท่านผู้กำกับตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าร่วมมาพิสูจน์ ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นใคร? สันนิษฐานเพียงว่า น่าจะเป็นโครงกระดูกคนโบราณ เพราะดูลักษณะน่าจะเป็นคนตัวสูงใหญ่และมีสภาพที่แข็งแรงมาก และจากตรวจสอบเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่พบว่ามีบุคคลสูญหายในเขตท้องที่อำเภอเลย จึงมีความเห็นว่า ควรปล่อยไว้ในถ้ำเหมือนเดิมจะดีกว่า ซึ่งในอนาคตหากมีนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากลงไปดูความสวยงามของถ้ำแห่งนี้ ก็จะได้ชมโครงกระดูกมนุษ์เป็นของแถมอีก มันน่าสนใจดีกว่าไม่มีเป็นไหนๆ  

ที่ผ่านมาในอดีต เราเคยวางเชือกสายสิญจน์นำเส้นทางเอาไว้ ภายหลังพวกเราในทีมนักสำรวจถ้ำ เริ่มมีการขออนุมัติโยกย้ายการทำงานไปอยู่จังหวัดอื่นๆกัน พวกเราที่เหลือก็เลยตัดสินใจลงไปเก็บสายสิญจน์นำทางออก เพื่อป้องกันการเข้าไปเคลื่อนย้ายหรือทำลายโครงกระดูกในถ้ำ หลังจากนั้นต่างคนก็แยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทางรวมทั้งตัวผู้เขียนด้วย ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา พวกเราห่างหายจากการลงไปในถ้ำนี้

จนเมื่อล่าสุด ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสกลับเข้าไปย้อนอดีตอีกครั้งกับน้องชายและหลานๆรวม 5 คน เมื่อประมาณ 8 9  ปีที่ผ่านมา ก็ยังคงพบว่าโครงกระดูกอยู่ในสภาพเหมือนเดิม สอบถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณด้านล่างของถ้ำนี้ ทราบว่า ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีคนลงไปเที่ยวชมถ้ำนี้เหมือนในอดีต เพราะไม่รู้จักเส้นทางในถ้ำดีพอ ลงไปได้ไม่ลึกมากนัก ก็พากันกลับขึ้นมากันทั้งนั้น คนที่เคยลงถ้ำกับคณะทีมสำรวจถ้ำของพวกเรา ก็ย้ายไปแต่งงานมีครอบครัวที่หมู่บ้านอื่น จึงไม่มีคนที่รู้จักเส้นทาง(ที่ชำนาญจริงๆ) สามารถนำทางนักท่องเที่ยวได้เลย

แต่ก่อนชีวิตจะหาไม่ในชาตินี้ หากมีโอกาส ผู้เขียนก็ยังอยากที่จะกลับลงไปเก็บภาพแห่งความทรงจำที่ประทับใจ แบ่งปันให้กับผู้อื่นที่ยังไม่เคยได้ลงไปสัมผัสกับถ้ำแห่งนี้ รวมทั้งยังคงอยากหาโอกาสไขปริศนาถ้ำด้านขวามือ ที่ผู้เขียนกับทีมนักสำรวจถ้ำ ยังไม่เคยได้ลงไปสำรวจเลยแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยอยากที่จะรู้ว่า เส้นทางข้างล่างนั้น มันจะนำเราไปสู่ที่ใดกันแน่? มีเส้นทางเดินใต้เทือกเขาจริงหรือ? และถ้ามีจริงๆ แล้วมันจะทอดยาวไปสิ้นสุด ณ ที่ใดกัน? แล้วใครจะเป็นคนอาสาไขปริศนานี้ให้ล่ะ? เรารอคุณอยู่นะ.
ตอบกลับความเห็นที่ 15
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 16
ขอรออีกคนค่ะ
ตอบกลับความเห็นที่ 16
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 17
ตอนนี้เตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการลงถ้ำได้เกือบครบแล้ว มีดังนี้

1. โคมไฟกระจายแสง
2. ไฟฉาย(ท่อนยาว) "UltraFire Zoom" ขนาด 300W
3. ไฟฉาย(ท่อนสั้น) "Police" ขนาด 129W
4. ไฟฉาย(สวมศีรษะ)  " LED Headlight"
5. ไฟฉายสำรองฉุกเฉิน (ใช้มือบีบเพื่อชาร์จกระแสไฟได้เอง)
6. ปากกา "Green Laser Pointer" ขนาด 800 mW
7. ถ่านสำรอง (AAA 3 และ Alkaline ก้อนใหญ่)
8. เข็มทิศ
9. ตลับวัดระยะทาง
10. ไฟแช๊ค
11. ม้วนเชือก ยาว 10 เมตร
12. มีดพกพับ(ขนาดเล็ก)
13. ยาและชุดปฐมพยาบาล
13. นำดื่ม ขนาด 600 ml. 2 ขวด
14. เสื้อผ้าสำรอง 1 ชุด
15. กล้องสำหรับถ่ายภาพ
16. ขาตั้งกล้อง
17. อาหารสำรองฉุกเฉิน "ขนมปังมีไส้" ***ยังหาไม่ได้
18. เชือกสายสิญจน์(สำหรับสำรวจถ้ำ) 2 ม้วน ***ยังหาไม่ได้
19. ถุงมือ ***ยังหาไม่ได้
20. หมวกนิรภัย ***ยังหาไม่ได้

คาดว่าภายใน 2 - 3 วันนี้น่าจะหาได้ครบ ต่อไปคงเพียงแค่รอว่าคนที่จะขับรถพาไป จะโทรมาวันไหน?เท่านั้น ขออย่าให้เป็นช่วงปีใหม่เลย เบื่อรถติดมากเลย
ตอบกลับความเห็นที่ 17
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 18
ภาพประกอบรายการอุปกรณ์ที่กำลังจัดหามาใช้กับภาระกิจลงถ้ำในครั้งนี้
ตอบกลับความเห็นที่ 18
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 19
ภาพประกอบขึ้นล่ะ
ตอบกลับความเห็นที่ 19
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 20
อ้าว คนที่จะลงถ้ำด้วย บอกขอไปฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับครอบครัวก่อน เลื่อนไปปีหน้าก็แล้วกัน ทำไงได้ล่ะ คงต้องรอไปก่อน...หาคนลงไปผจญภัยด้วยยากจัง! (แต่ก็เข้าใจนะ ก้อเราดันว่างอยู่คนเดียว)
ตอบกลับความเห็นที่ 20
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 21
อยากเห็นรูปภายในจังคะ
ตอบกลับความเห็นที่ 21
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 22
ผมก็อยากลงไปเก็บภาพมาให้ดูเร็วๆเหมือนกันครับ แต่น้องที่จะไปด้วย มีธุระต้องลงไปภาคใต้กว่าจะกลับก็คงหลายวัน(ช่วยงานศพญาติ) จำเป็นต้องรอ เพราะต้องอาศัยรถเค้าไปครับ โดยน้องอยากให้พาลงไปเอาดินเหนียว "อิทธิเจ" เพื่อนำไปให้พระอาจารย์ใช้สร้างพระเครื่อง

ปัญหาอีกอย่างก็คือ ผมยังไม่สามารถรวบรวมทีมงานที่จะลงถ้ำด้วย ได้ครบจำนวนที่ต้องการเลย หลายคนที่เคยลงถ้ำด้วยกัน ยังเคลียร์คิวตัวเองไม่ลงตัวเลย

รอไปก่อนนะครับ ส่วนตัวผมพร้อมอยู่แล้ว บางทีช่วงหลังปีใหม่ หากยังไม่มีความคืบหน้า อาจต้องประกาศหาอาสาสมัครที่ใจกล้าและชอบผจญภัย(ในห้องนี้แหละ) ลงไปด้วยก็เป็นได้ อยากได้สัก 6 - 7 คน จะได้แบ่งหน้าที่กันในทีมงานอย่างลงตัว เช่น การบันทึกวิดีโอ ถ่ายภาพในถ้ำมืด สำรวจและทำแผนที่ ดูแลความปลอดภัยให้ทีม เป็นต้น ที่สำคัญคงต้องมีรถยนต์ไปด้วย เพราะทำให้เราสามารถไปเช้าเย็นกลับกรุงเทพได้อย่างไม่มีปัญหาครับ
ตอบกลับความเห็นที่ 22
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 23
อุปกรณ์เพิ่งไปตะเวณหามาเพิ่มเติม ดังนี้
1.  แท่งสะท้อนแสง (แหล่งพลังแสงสำรองฉุกเฉิน)
2. ถ่าน AAA ก้อนเล็ก
3. ม้วนด้ายสายสิญจน์สีขาว (สำหรับใช้สำรวจเส้นทางและใช้สื่อสารติดต่อกันในถ้ำมืด)
4. ถุงมือผ้าสีขาว (สำหรับใช้ในถ้ำมืด)
5. เสือยืดสำหรับใส่ลงถ้ำ (อันนี้เป็นความชอบส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับการลงถ้ำสักเท่าไหร่)

ส่วนหมวกนิรภัยกำลังตระเวนหาซื้ออยู่ครับ
ตอบกลับความเห็นที่ 23
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 24
ณ ตอนนี้มีรถตู้ของน้องผู้หญิงๆที่ลงไปผจญภัยในถ้ำมหาสนุกแล้ว แสดงความจำนงค์จะบริการให้ (ว่างเฉพาะ"วันอาทิตย์" ที่จะถึงนี้)
เหลือเพียงแต่คนจะร่วมทีมสำรวจที่จะลงไปด้วย ตอนนี้มีแค่ 4 - 5 คน(เป็นน้องผู้หญิง 2 คน) ซึ่งน้อยเกินไปไม่เหมาะที่จะลงถ้ำแห่งนี้ ที่กำหนดไว้ประมาณ 8 คน (เดิมอีก 4 - 5 คน จะมีช่างถ่ายภาพ 1 คน ถ่ายวิดีโอ 1 คน คนสำรวจและทำแผนที่ 1 คนและดูแลความปลอดภัยสมาชิกในทีมอีก 1 - 2 คน คนเหล่านี้เคยลงไปสำรวจถ้ำด้วยกันมาครั้งหนึ่งแล้ว) แต่ก็ยังไม่กลับจากต่างจังหวัด ขณะนี้กำลังหาสมาชิกร่วมทีมอยู่ ไม่ทราบว่าจะได้ครบตามจำนวนทันวันอาทิตย์หรือไม่? ถ้าได้ครบก็สามารถลงผจญภัยในถ้ำได้เลย

ที่จริงอยากจะหาจากสมาชิกห้อง "บลูแพลนเน็ต"  แต่ก็เกรงใจ เพราะมันถ้ำนี้มันค่อนข้างซับซ้อนและอันตรายพอสมควร ต้องคนใจกล้า ชอบผจญภัยอยู่เสมอๆ จึงจะตัดสินใจเสี่ยงลงถ้ำลึกๆแบบนี้ได้ พูดง่ายๆใจต้องเกิน 100 นั่นเอง

วัตถุประสงค์ที่จะไปลงถ้ำครั้งนี้ คือ
1  การลงไปถ่ายภาพ บันทึกวิดีโอภายในถ้ำมืดและสำรวจทำแผนที่ภายในถ้ำด้านซ้ายมือ
2. หากมีเวลาเหลือก็จะสำรวจถ้ำด้านขวามือ ที่เป็นเหวลึกลงไปสู่ลำธารใต้ถ้ำ(อย่างที่ตำนานบอกเอาไว้) แต่คงเป็นการสำรวจความลึก
เบื้องต้นเท่านั้น เพราะคงต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์ด้านการใช้เชือกโรยตัวลงสู่เหวลึกด้านล่าง ส่วนผมขอบาย เพราะกลัวความสูงและความลึกมากๆ (อย่างน้อยต้องรู้ให้ได้ว่าลึกลงไปแค่ไหน? ข้างล่างมีอากาศออกซิเจนอยู่เพียงพอหายใจหรือเปล่า? กำลังหาคิดวิธีอยู่)
3. แบ่งปันภาพแห่งความทรงจำที่สวยงามนี้ แก่เพื่อนๆสมาชิก และเป็นการแนะนำ Unseen Thailand อีกแห่งหนึ่งของเมืองไทย
ตอบกลับความเห็นที่ 24
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 25
แท่งสะท้อนแสง (อันเล็ก) อันใหญ่ของหมด
ตอบกลับความเห็นที่ 25
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 26
ม้วนด้ายสายสิญจน์ ยาว 300 เมตร
ตอบกลับความเห็นที่ 26
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 27
ถุงมือผ้าสำหรับลงถ้ำ
ตอบกลับความเห็นที่ 27
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 28
ถ่าน AAA
ตอบกลับความเห็นที่ 28
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 29
เสื้อยืดแขนยาวสำหรับลงถ้ำ (ชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องใส่ใจมากครับ ขำๆ)
img]
ตอบกลับความเห็นที่ 29
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 30
ลิงค์ไปเว็บบล๊อคถ้ำมหาสนุก
http://cavemahasnook.blogspot.com/
ตอบกลับความเห็นที่ 30
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 31
วันนี้ไปเดินแถวจัตุจักร ไปได้ "Light Stick" (แท่งสะท้อนแสง)มา 2 สี คือ สีเขียวและสีส้ม ใช้ได้นานประมาณ 8 ชั่วโมง
เป็นอุปกรณ์ให้แสงสว่างภายในถ้ำมืดอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองฉุกเฉินที่เราต้องเตรียมไว้ตามหลัก ใช้ 1 ส่วน
สำรองปกติ 1 ส่วนและสำรองฉุกเฉินอีก 1 ส่วน(กรณีเกิดเหตุอันสุดวิสัยหรือหลงทาง)
ตอบกลับความเห็นที่ 31
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 32
วันเสาร์ล๊อคเป้าแล้ว 6 โมงเช้าล้อหมุนจากกรุงเทพฯ ใครอยากจะไปลงถ้ำด้วย พบกันที่ทางขึ้นสู่ถ้ำมหาสนุกครับ (ไปเช้าเย็นกลับ)
ตอบกลับความเห็นที่ 32
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 33
เพิ่งกลับมาจากการไปลงถ้ำมหาสนุกมา ตอนนี้ขอพักสักวันสองวันให้หายปวดขาก่อน แล้วจะเอาภาพที่ถ่ายมาให้ได้ดูกัน ตัวอย่างสัก 1 ภาพ
ตอบกลับความเห็นที่ 33
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 34
กำลังหาคนเป็นไกด์ไปเที่ยวถ้ำนี้ วันอาทิตย์นี้ รับเป็นไกด์ให้มั้ยคะ หาคนนำทางไม่ได้เลยค่ะ
ตอบกลับความเห็นที่ 34
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 35
ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมครับ ว่าจะไปกันยังไง? วางแผนเอาไว้อย่างไร? มีความพร้อม(อุปกรณ์)ที่จะไปลงถ้ำแล้วหรือยัง? สมาชิกในทีมมีประสบการณ์ในการลงถ้ำมาบ้างหรือไม่? เริ่มต้นเดินทางจากที่ไหน? อะไรทำนองนี้

หากดูแล้วว่ามีความพร้อมพอที่จะไปลงถ้ำได้ ก็จะอาสานำทางให้ครับ

ปล. ณ ตอนนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการลงถ้ำของผม ได้บริจาคให้คนอื่นไปใช้เกือบหมดแล้ว ถ้าต้องไปด้วยจริงๆ คงต้องหาใหม่กันแล้วล่ะ
ตอบกลับความเห็นที่ 35