ขอคำแนะนำค่ะ อยากย้ายถิ่นฐานไปอยู่ USA มีเงินเก็บ $20,000 ตอนนี้ทำพอขยับอะไรได้บ้าง?

ขออนุญาตปรึกษาค่ะ มีเงินเก็บอยู่ประมาณ $20,000 ค่ะ พอจะมีช่องทางอะไรที่ทำให้ย้ายไปอยู่ที USA และทำงาน หรือประกอบธุรกิจอย่างถูกกฎหมายได้บ้างไหม ในยุคทุกวันนี้

ความคิดเห็นที่ 1


วีซ่า E2 ต้องมีอย่างน้อย $ 150,000 ขึ้นไปค่ะ เเล้วเเต่ประเภทของธุรกิจว่าจะลงทุนอะไร

ถ้าจะเอาเเบบได้กรีนการด์เลยไม่ใช่ E2 วีซ่า ก็ต้องเอาเงินมาลงทุน 1 ล้านเหรียญขึ้นไป



ตอบกลับความเห็นที่ 1
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 2
ขออนุญาตถามกลับนิดนึงคะ
อันนี่ส่วนตัวล้วนๆนะคะ คุณจขกท. จะมาด้วยวีซ่าอะไรคะ หรือ ว่ามีใบเขียวอยู่แล้ว แล้วทำไมถึงอยากมาคะ

เงินเก็บ $20,000 ถือว่าไม่น้อยเลย แต่มาลงทุนอะไรไม่ได้คะ มันไม่พอ
ถ้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยว หรือ นักเรียนคุณไม่สามารถทำงานได้อยู่แล้วคะ แต่ถ้าแอบทำก็อีกเรื่องนึง (ไม่แนะนำคะ ถึงแม้ว่าจะมีหลายๆคนทำอยู่)

งานที่นี่หายาก คนฝรั่งตกงานเยอะมาก ยิ่งเป็นคนไทย งานที่เห็นมากๆก็ทำร้านอาหาร เหนื่อย โดนกดขี่ โดนโกงค่าแรง โดนกดชม.ทำงาน จะไปทำงานอื่นก็มีปัญหาเรื่องภาษา

อยู่เมืองไทยทำงานอะไรก็ได้ ภาษาบ้านเรา เลือกงานได้ อยู่อเมริกาคุณเลือกงานไม่ได้ งานจะเลือกคุณเอง

คิดดีๆนะคะ ไม่ได้อยากมาเป็นจระเข้ขวางคลองนะคะ แต่ตาเห็นมาก่อน

ตอบกลับความเห็นที่ 2
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 3
สองหมื่นยูเอสดอลล่าร์ คิดเป็นเงินไทยได้ราวๆ หกแสนบาท เงินเท่านี้ลงทุนแบบเป็นเรื่องเป็นราวที่เมืองไทย
ยังน้อยไปเลยค่ะ

แต่มีเงินเท่านี้คุณสามารถทำธุรกิจเล็กๆ ที่เมืองไทยได้นะคะ เราว่าอย่าเพิ่งนึกไปถึงการทำธุรกิจที่ต่างประเทศเลย
เพราะการทำธุรกิจใน ตปท. ต้องมีเงินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการติดต่อต่างๆ มีเงินลงทุน มีเงินขอวีซ่า เงินค่าเครื่องบิน
ค่ากิน ค่าอยู่ ค่าที่พักอีกนะคะ ไหนจะต้องมีเงินสำรอง และ เงินที่จะนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนอีก

เงินหกแสนบาท นำไปลงทุนเปิดร้านกาแฟเก๋ๆ น่ารัก น่ารัก ที่เมืองในต่างประเทศอย่างหลวงพระบาง หรือย่างกุ้ง
หรือพนมเปญ ยังไม่ได้เลยค่ะ อย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงยูเอสสะเอเลย (ไม่ได้มาว่าอะไรนะคะ แต่แวะมาแสดงความคิดเห็น
ตามข้อเท็จจริงค่ะ)


ตอบกลับความเห็นที่ 3
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 4
ก่อนอื่นต้องขอบคุณความเห็นทั้งคุณ Jennifer Lowclass, อยู่ด้วยความสุข (thanda6) และ Been there, done that! ที่สละเวลาให้คำแนะนำกับดิฉันนะคะ

คุณ ด้วยความสุข (thanda6) คะ
ตอนนี้ดิฉันนึกไม่ออกว่าตัวเองควรไปด้วยวีซ่าอะไร เนื่องจากไม่ได้ขอวีซ่าไว้ในช่วงนี้ค่ะ ไม่มีใบเขียว เหตุผลที่อยากมาเพราะมีปัญหาเรื่องส่วนตัวที่เมืองไทยที่ไม่สามารถแก้ได้ตอนนี้นอกจากต้องเอาตัวเองออกไปห่างๆ เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆค่ะ ไม่ได้มีคดีความหรือติดหนี้สินอะไรกับใคร แนวๆอยากหลบไปอยู่เมืองนอก ประมาณนั้นน่ะค่ะ แต่ดิฉันไม่ได้อยากหลบไปชั่วคราว อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ใหม่

ที่คิดถึง USA เพราะ ดิฉันเคยอยู่อเมริกามาประมาณ 3 ปีค่ะ เรียน และทำงานอย่างถูกกฎหมาย และรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่นั่นเหมาะกับตัวเรามากกว่าที่เมืองไทยมาก จนกระทั่งต้องกลับมาเมืองไทยด้วยวิกฤตบางอย่างในครอบครัว ตอนนี้วีซ่าทำงานที่เคยมีก็หมดอายุไปนานแล้ว และคงไม่มีโอกาสที่จะกลับไปทำงานเดิม ณ ตอนนี้ เนื่องจาก จากมานานเกินไป เผอิญมีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่งเป็น US ดอลล่าร์ เลยลองนึกดูว่าจะใช้เงินจำนวนนี้ช่วยให้เรากลับไปอยู่ USA ได้ไหม แต่ดิฉันก็ไม่ได้ตามข่าวสารข้อมูลเรื่อง visa และ immigration มานานแล้วค่ะเลยต้องมาขอคำแนะนำจากผู้รู้ในที่นี้

เราขอน้อมรับฟังทุกความคิดเห็นค่ะ ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หากตรองดูแล้ว $20,000 นี้เป็นไปไม่ได้เลยทีจะไปด้วยช่องทางไหน ดิฉันจะได้คิดหาทางอื่นต่อ ขอบพระคุณจริงๆค่ะ


ตอบกลับความเห็นที่ 4
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 5
ไปได้คะ แต่คงยากหน่อย
เรื่องลงทุนอย่างถูกกฏหมาย เราก็นึกภาพไม่ออกคะว่าต้องทำยังไง

เคยเห็นแต่เพื่อนที่ทำงานเด็กเสิร์ฟ อย่างผิดกม. ก็เก็บเงินลงหุ้นกัน เปิดร้านอาหารไทย
หุ้นละ 15,000-20000$ คะ ประมาณ3-4หุ้น ซึ้งร้านที่จะทำเนี่ยเป็นร้านเล็กๆมากกคะ
เราก็กลับมาก่อนไม่รู้ว่า เป็นอย่างไรบ้างแล้ว

เราขอเรียนว่าพี่ละกันละคะ คาดว่าเป็นพี่เราแน่นอน
คิดตัดสินใจดีๆนะคะ ไม่อยากคิดแค่ว่าหนีปัญหา
อเมริกา เราเคยไปอยุ่1ปี คิดถึงมากๆนะ ชอบบ้านเมอืง มาตารฐานชีวิต คิดถึงจับใจ แบบเห็นรูปเก่าๆแล้วน้ำตา แห่งความคิดถึงมันจะไหลอ่ะคะ
ตอนนี้เราก็อยากหนีปัญหาชีวิต ไปไกลๆเหมือนกันคะ แต่คงหนีเสือปะจระเข้ เลยทนอยู่ไปก่อน
ถ้าเราเหลืออดมากๆ แบบทนไม่ไหวแล้วโว้ย ก็ไปขอวีซ่า ท่องเทียวแบบเรียนก็ว่าไป ไปตายเอาดาปหน้า บางทีชีวิต ก็เบื่อที่จะต้องเดินตามแผนคะ เบื่อแบบแผนชีวิตบ้าๆในไทย

ถ้าคิดจะทำธุรกิจที่นู่นจริงๆ คงต้องถามใจตัวเองดีๆว่าแน่วแน่ พร้อมลำบากรึยังคะ
ถ้าไม่มี work permit แล้วยิ่งถ้าไม่มีใบเขียววลำบากแน่ๆ แต่เห็นเจ้าของร้านแต่ละคน ก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการทำถูก กม นะคะ ส่วนใหญ่แค่ดึงคนมีใบมาช่วยเซ็นเปิดร้านเองคะ

ยังไงก็สู้ต่อไปนะคะ เราก็อยากกลับไปคะ มีวีซ่าเรียนเหลือด้ย แต่ไม่รู้จะกลับไปทำอะไรจิงๆ เฮ้อ หาฝรั่ง แต่งงาน:-)เลยยย อยากปายเว้ยย (อันนี้บ่นกะตัวเองนะคะ) T_T


ตอบกลับความเห็นที่ 5
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 6
เราก็อยากไปเหมือนกัน


ตอบกลับความเห็นที่ 6
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 7
ลองไปต่างจังหวัดดูไหมคะ เอาที่ที่ไม่มีคนที่คุณรู้จักจะคิดไป
อาจจะเป็นเมืองเล็กๆ หมู่บ้านเล็กๆ เงินหกแสนแบ่งซื้อที่ดินสักนิดหน่อย
ทำสวนผัก แบบง่ายๆ หรือเปิดร้านกาแฟในตลาด ลงทุนไม่เยอะ
แต่กำไรก็คงไม่มาก และคงไม่ได้ทำให้รวยได้ แต่คงมีกินไม่อดตาย
ไว้หาย หรือ ดีขึ้นจากปัญหาเหล่านั้นได้ ก็ค่อยว่าอีกที

เคยคิดนะคะว่าคนกรุงเทพบางคนที่มีบ้านราคามูลค่าเป็นล้านในกรุงเทพ
แต่ไม่ค่อยมีเงิน (บ้านเป็นสมบัติตกทอดกันมา)
ถ้าขายบ้าน แล้วไปอยู่สบายๆที่ ตจว น่าจะดีกว่า อากาศก็ดีด้วยค่ะ
(แต่แค่จะไม่มีญาติพี่น้องค่ะ)

ตอบกลับความเห็นที่ 7
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 8
เพื่อนเราที่อยู่อเมริกาแบบโรบินฮู้ด ใช้เงิน 2หมื่นเหรียญไปจ้างคนแต่งงาน ทำใบเขียวให้


ตอบกลับความเห็นที่ 8
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 9
ถ้าเคยมีประสบการณ์ทำงานที่อเมริกาก็ลองใช้คอนเนกชั่นเก่าๆ ดูคะ มีวีซ่าทำงานให้ถูกเรื่องถูกราวไปเลย เราอาจจะออกค่าทำวีซ่าเองก็ได้

ไม่แนะนำให้มาลงทุนอะไรด้วยเงินแค่นี้


ตอบกลับความเห็นที่ 9
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 10
ช่วงนี้ฟรั่งเองก็ตกงานกันเยอะนะครับ

สมมุติว่าคุณเป็นใบเขียว มาตอนนี้ยังหางานยากเลยครับ


ตอบกลับความเห็นที่ 10
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 11
คุณจขกท.คะ ... อ่านแล้วพอเข้าใจความรู้สึกคะ ขอให้คุณผ่านพ้นปัญหาตรงนั้นไปได้ด้วยดี เป็นกำลังใจให้นะคะ


ตอบกลับความเห็นที่ 11
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 12
คุณ อยู่ด้วยความสุข (thanda6) พอจะเล่าเหตุการณ์แย่ๆ ของนายจ้างให้ฟังบ้างได้มั้ย หรือว่าคนไทยที่อยู่อเมริกามีจำนวนมาก เค้าถึงได้กระทำการเยี่ยงนั้น


ตอบกลับความเห็นที่ 12
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 13
ลองไปปฏิบัติธรรม ในต่างจังหวัด สักระยะ ก่อนไหมครับ ?

เผื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น

ยังไงก็สู้ๆ นะครับ เป็นกำลังใจให้ทุกคน


ตอบกลับความเห็นที่ 13
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 14
บอกตรงๆนะคะเราเป็นแม่บ้านไม่เคยทำงานนอก มีเพื่อนสนิทสองคน ต่างคนต่างรัฐคะ
คนแรก จะเล่าให้ฟังเสมอว่า โดนโกงทิปจากเจ้าของร้าน ก่อนทำงานเจ้าของร้านจะบอกเพื่อนเราว่า ให้ตามเนื้องานทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ไม่ได้ให้เป็นชม. แต่เป็นการแบ่งทิปเอา เพื่อนทำทุกอย่างทั้งงานครัว ล้างห้องน้ำ เสริฟ ทำอาทิตย์นึงได้แค่ $250 หยุด สองวัน ทำตั้งแต่ 11am. - 9 pm. เพื่อนได้อย่างนี้อยู่สองอาทิตย์ ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยพูด ซื่อๆ อะไรก็ได้ แต่พอได้อยางนี้ทนไม่ไหวก็ไปถามเจ้าของร้านคะ เพราะเวลารับทิปมา บางโต๊ะให้ $30 ซื่่งมันน่าจะได้มากกว่านี้ เจ้าของร้านบอกว่า ก็เพื่อนทำน้อย เพื่อนเราทนทำอยู่สักพักก็ลาออกคะ เพราะบอกว่าไม่ไหว โดนอย่างนี้รับไมได้

คนที่สองก็โดนโกงทิปจากเจ้าของร้าน คล้ายๆกัน โดนตัดเวลาด้วย ตอนแรกให้ทำ 5 วัน หลังๆบอกทำ 3 วันพอ อันนี้อาจเป็นเพราะเพื่อนเราทำงานไม่ดีเท่าที่เค้าบอกด้วยมั้งเลยโดนตัดเวลา

คือจริงๆเราว่าที่ไหนก็เป็นเรื่องโดนตัด ชม. ถ้าทำไม่ดี แต่ที่จะบอกคือ ทำงานที่อเมริกา งานที่คนไทยทำได้มันน้อยคะ ทางเลือกมันไม่เยอะ เพราะภาษา ถ้าคุณจบสาขาดีๆเช่นเภสัช แพทย์ กาพภายบำบัด ประมาณนี้คุณก็มาหางานตามสาขาที่คุณจบได้


ตอบกลับความเห็นที่ 14
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 15
มายืนยัน คห ข้างต้นนี้อีกเสียงนึง คนทั่วไปยังเข้าใจอยู่ว่าหากมีใบเขียวแล้ว จะหางานทำได้ ในเมกาเองตอนนี้มีบางรัฐทางใต้เท่านั้น ที่ยังพอเป็นตลาดแรงงานอยู่ แต่ก็มีผู้คนหลั่งไหลแห่าอยู่เพื่อหางานทำเต็มไปหมด จนทำให้คนที่อยู่เก่าก่อนที่เคยหางานได้คล่องหลับจะหางานยากเย็นมากขึ้นมาก

การจะทำงานในเมกาได้นี่ กระเหรี่ยงต่างด้าวนอกจากจะมีเอกสารการทำงานได้อย่างถูกกฏหมายแล้ว อีกอันนึงที่สำคัญมากๆคือภาษา ทั้งพูด เขียน อ่านและเข้าใจ สังคมเมกันเป็นสังคมเปิด การจ้างงานอยู่ภายใต้กฏหมาย Equal Opportunity Act ไม่ได้เจาะจง เชื้อชาติ สัญชาติ แหล่งกำเหนิด เพศและอายุ คนไทยที่มุ่งหน้ามาเมกา พอเอ่ยถึงคำว่า "ทำงาน" ก็จะนึกแต่เป็นร้านอาหารเท่านั้น เพราะมีขีดจำกัดในด้านภาษา ซึ่งอันนี้เป็นข้อที่ไม่พัฒนาของคนไทยที่มาๆกัน รุ่นหลังๆนี่มีพวกมาวีซ่า ทำงานๆเที่ยวๆแค่ประเดี๋ยวประด๋าว ผู้คนก็เห็นเป็นว่าเป็นการมาทำงาน จริงๆแล้วไม่ใช่เลย เป็นการถูกอัฐยายซื้อขนมยายมากกว่า คือผู้ที่จะมาต้องผ่านเอเย่นซี่เสียเงินสักแสนกว่าๆ ทำอยู่สามเดือนได้สักสี่พันกว่าเหรียญ ตามตัวเลขก็หักเจ๊าๆกันไป แต่ที่แน่ๆคือ 1.สร้างรายได้ให้กับเอเย่นต์ทั้งในไทยและเมกา 2.ช่วยนายจ้างประหยัดต้นทุนในการจ้างงาน เพราะสามารถจ้างเพียงชั่วคราวได้ และหักค่าที่พักอะไรได้อีก จ้างเฉพาะช่วงที่ธุรกิจตนเองต้องการแรงงานเท่านั้น

นี่ก็ลุ้นว่าหากหลังเลือกตั้งพรรครีพลับบิกันชนะ คงจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อกฏหมายเข้าเมืองและสัญชาติเมกา อันอาจทำให้กระเหลี่ยงต่างด้าวที่อยู่อย่างไม่ถูกกฏหมายหางานทำยากเย็นขึ้นไปอีก


ตอบกลับความเห็นที่ 15
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 16
แวะมาบอกว่าคอยตามอ่านทุกความคิดเห็นค่ะ เห็นล่ะว่าสถานการณ์ที่ USA ก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิดจริงๆ ต้องเงินก็เป็นหลักหลายล้านกันเลยทีเดียวในแง่ลงทุนเพียงแค่ธุรกิจเล็กๆที่โน่น ความเห็นของหลายๆท่านก็ค่อนข้างตรงกับที่เพิ่อนๆกับญาติบางคนที่โน่นบอกเรื่องของสภาพเศรษฐกิจ เราเคยทำงานเสิรฟเฉพาะตอนเป็นนักเรียนค่ะ ถ้าถามว่าชอบมั้ยก็ชอบเพราะมันสนุกดี แต่ถ้าเป็นไปตลอดชีวิตก็ไม่ได้คิด ยกเว้นจะเก็บเงินเปิดร้านหรือทำธุรกิจเล็กๆเอง เราอยากทำอะไรที่มันมีโอกาสโตแบบ professional ณ ตอนนั้น พอเรียนจบก็เลยหางานบริษัททำ รู้สึกว่ามั่นคงกว่า จนกระทั่งต้องกลับเมืองไทย ค่ะ ตอนนี้ให้ย้อนไปเสิร์ฟอาหาร ก็คงไม่ค่อยอยากเท่าไหร่

เรื่องต่างจังหวัดเคยคิดเหมือนกันค่ะ แต่มีญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของดิฉันได้ภรรยาเป็นคนเหนือ ก็ย้ายตามไปอยู่กับภรรยาเป็นสิบปีแล้ว ดิฉันเคยปรึกษาเขา เขาบอกว่าเราและครอบครัวเป็นคนกรุงเทพฯมาตลอดชีวิตจนอายุขนาดนี้ การไปอยู่ในสังคมแบบชนบท ไม่ใช่เรื่องง่ายในการปรับตัว connection สัมพันธ์ชาวบ้านต่างๆก็ต้องสร้างสมมาเหมือนกัน ยิ่งเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ในสังคมไทยแบบชนบท(เพราะเราไม่แน่ใจว่าครอบครัวพ่อแม่พี่น้องจะไปด้วยค่ะ เรายังโสด) เราจะอยู่ยากมากและไม่ปลอดภัยด้วย ขนาดเขาเป็นผู้ชาย ยังปวดหัวไม่เว้นวันเลย มีคนมาวุ่นวายกับครอบครัวตลอดเวลา ยิ่งมีเงินยิ่งมีคนแห่มาหา ถ้าไม่เอากับเขา ก็เดือดร้อนเป็นศัตรูกันอีก แนวๆสังคมอุปถัมภ์กว่าในกรุงเทพฯอีกค่ะ ก็เลยยั้งๆความคิดนี้ไว้ก่อน จะว่าไปก็ไม่มี connection อะไรที่ต่างจังหวัดเหมือนกันตอนนี้


อีกครั้ง ขอบพระคุณทุกท่านมากๆที่กรุณาแนะนำและสำหรับกำลังใจที่ให้นะคะ จะว่ามาระบายปัญหาส่วนตัวในนี้ก็ไม่ผิดนัก แต่ดิฉันก็พยายามที่สุดที่จะใช้สติในการตัดสินใจแต่ละเรื่องในชีวิต โดยรวมๆแล้วก็ยังโชคดีกว่าหลายๆคนค่ะที่รู้ว่าตัวเองโชคดี เคยไปปฏิบัติธรรมเหมือนกันค่ะ ก็พยายามไปเท่าที่จิตใจ ร่างกาย และโอกาสจะอำนวย


ตอบกลับความเห็นที่ 16
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 17
อยากคุยกับคุณเจ้าของกระทู้จังค่ะ รู้สึกว่าจะมีความคิดคล้ายๆกานเลย แล้วก็เรื่องของจิตใจด้วย
ตอบกลับความเห็นที่ 17
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 18
บ้านเกิดเราอยู่ ตจว.เราก็มีความสุขดีนะชอบมากกว่า กทม อีก ไปจังหวัดใหญ่ๆซิคะ เราว่าขอนแก่น เมืองใหญ่ ไม่มีใครมาสนใจอะไรใครหรอก จะกินจะเที่ยวมีหมด ของถูกๆอร่อยๆไปไหนมาไหนก็ง่ายเศรษฐกิจก็ดี

ตอนนี้เรามาอยู่ชิคาโก ยังรู้สึกว่าที่ชิคาโกดีกว่า กทม แต่ก็สู้ขอนแก่นบ้านเราไม่ได้อยู่เลย


ตอบกลับความเห็นที่ 18
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 19
ผมแนะนำไปออสเตรเลียครับ เหมือนอเมริกา แต่หางานง่าย ทำธุรกิจง่าย ผมอยู่มาสี่ปี ตอนนี้กำลังหาทุนจะกลับไปเปิดร้านของตัวเอง
คุณ จขกท เมลมาคุยได้ครับ ken.ausapps ( แอท )yahoo.com.au
ตอบกลับความเห็นที่ 19
   
  
 
 
   
ความคิดเห็นที่ 20
รับสมัครเข้าร่วมโครงการ "กรีนการ์ด EB-3 ผ่านการจ้างงาน" รุ่นที่ 4
Thailand #1 Green Card Consultant in USA

ที่ปรึกษาแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับโควตาจากนายจ้างที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ อนุมัติ Permanent Labor Certification

พร้อมสิทธิต่าง ๆ เท่ากับคนอเมริกัน ประกันสุขภาพ การวางแผนทางการเงินหลังจากเกษียณ ทั้งการเรียนต่อ (in-state tuition) ในรัฐที่อาศัย และอื่น ๆ

ประเภทวีซ่า
กรีนการ์ด 10 ปี โดยวีซ่าถาวร EB-3 สามารถย้ายไปทำงานที่อเมริกาทั้งครอบครัว (สามี ภรรยา ลูกอายุไม่เกิน 21 ปี) และต่อกรีนการ์ดได้ทุก 10 ปีได้ด้วยตัวเองที่อเมริกา หรือสอบเป็นพลเมืองอเมริกันได้หลังถือกรีนการ์ด 5 ปี

เงื่อนไข
ผู้สมัครพร้อมทำงานกับนายจ้างอย่างน้อย 12 เดือน

ระยะเวลาดำเนินการ:
12-18 เดือน เมื่อเอกสารยื่นเข้ากระทรวงแรงงาน ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ Permanent Application Case Number

ทุกท่านที่สนใจต้องศึกษาข้อมูลรายละเอียด เอกสารโครงการเพิ่มเติม ค่าทนายความให้เข้าใจทั้งหมด ก่อนท่านสมัครเข้าสัมภาษณ์กับนายจ้าง โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลได้ที่กลุ่ม https://www.facebook.com/groups/104858503189104

หมายเหตุ: ผู้สมัครที่ได้ผ่านสัมภาษณ์และได้โควตาแล้ว ไม่มีความพร้อมในการดำเนินการชำระเงินงวดแรกไม่ควรสมัคร เนื่องจากการปฏิเสธหลังจากสัมภาษณ์ผ่านและได้โควตา ผู้สมัครจะไม่สามารถขอเข้าร่วมโครงการได้อีก

ติดต่อทีมงาน LAE
Line ID: @lae.th (มี @ นำหน้า)
Email: info@lae.co.th
Website: www.lae.co.th
ตอบกลับความเห็นที่ 20